เที่ยวอิตาลีก้บมาริมิเตะ พาร์ท 2
Travel Italy with Marimite Part II
By Seirei
Source & info: Wikipedia
ต่อช่วงที่สองกัน คราวก่อนติดไว้ช่วงพวกยูมิไปพิพิธภัณฑ์วาติกัน ตัวพิพิธภัณฑ์จริง ๆ มีหลายส่วนและหลายตึกให้เที่ยว ที่ปรากฏในมาริมิเตะโอวีเอแผ่น 5 ก็แค่เสี้ยวเดียว ใครสนใจจริง ๆ ลองเสิร์ชเพิ่มได้ค่ะ
หลังจากยูมิถึงอิตาลี เข้าที่พักตอนกลางคืน และกระชับความสัมพันธ์กับโยชิโนะเป็นที่เรียบร้อย (!?)
รุ่งขึ้นก็ได้บุกวาติกันมิวเซียม แต่ทว่า…

แถวย๊าวยาวจนโยชิโนะบ่น ปกติแล้วพิพิธภัณฑ์นี้จะเปิดให้เข้าชมฟรีในวันอาทิตย์ คนก็จะแห่กันมาวันนี้จนต้องต่อแถวเข้าคิวโคตระยาวแบบนี้
เมื่อได้เข้าไปแล้ว ก็ปรากฏรูปปั้นของลาวคูน

The statue of Laocoön and His Sons, หรือบางทีก็เรียก Laocoön Group
รูปปั้นหินอ่อนที่คาดว่าจะถูกสร้างขึ้นช่วง 160 BC – 32 BC (BC = ก่อนคริสตกาล นับเวลากันเอาเอง)
Laocoon ปรากฏในเรื่อง อีเนียด ของเวอร์จิล ในเทพปกรณัม Laocoon เป็นนักบวชของทรอย แล้วพยายามคัดค้านไม่ให้นำม้าไม้เข้าเมืองมา จนเทพเจ้าส่งงูทะเลมาจัดการ ตามรูปปั้นคือ Laocoon กับลูกชายสองคนถูกงูเล่นงาน หน้าตาลาวคูนได้ใจมาก – -)b
http://en.wikipedia.org/wiki/Laoco%C3%B6n_and_His_Sons
ยังมีงานคล้าย ๆ แบบนี้อีกแต่ปั้นในสมัยยุคเรเนสซองซ์ ที่เราชอบดูคงเป็นของเบร์นินี่ (Bernini) ที่ปั้นแสดงรายละเอียดสัดส่วนกล้ามเนื้อ ท่าทางและอารมณ์ของรูปปั้นได้ใจ เช่น The Rape of Proserpina ซึ่งจำลองเหตุการณ์เทพฮาเดส (ชื่อโรมันคือ พลูโต) ลักพาตัวเพอร์ซิโฟเน่ (ชื่อโรมันคือ โพรเซอร์พิน่า) ไปยมโลก
ฉากถัดมาเป็นภาพบนเพดานหกเหลี่ยมที่คุ้นตาแต่หาไม่เจอว่าอยู่ส่วนไหนและชื่ออะไร เลยขอข้าม
ต่อมาเป็นฉากนี้

The Gallery of Maps ภาพวาดแผนที่ของอาณาจักรอิตาลี (ในสมัยนั้น) ยาว 120 m
ของจริง

The Pio-Clementine Museum โอวีเอโชว์เฉพาะห้อง The Round ซึ่งประดับด้วยกลุ่มรูปปั้นจำนวนหนึ่ง ที่โดดเด่นกว่าชาวบ้านเค้าคือ รูปปั้นทองแดงสไตล์โรมันรูปเฮอร์คิวลิส (The Hercules of the Theatre of Pompey) ชื่อนี้คงเพราะขุดเจอแถว ๆ บริเวณโรงละครโรมันโบราณ The Theatre of Pompey
ที่แขนซ้ายของเฮอร์คิวลิสมีหนังสิงโตนีเมียนอยู่ (Nemean Lion สัตว์ประหลาดในเทพนิยายกรีก) ตามเทพนิยาย เฮอร์ราเคลส (ชื่อกรีกของเฮอร์คิวลิส) ต้องทำภารกิจที่ยากลำบากยิ่งยวดเกินกว่ามนุษย์ธรรมดาจะทำได้ ที่รุ้จักกันในนาม Twelve Labours บางทีก็เฮอคิวลิสเลเบอร์หรือเฮอร์คิวลิสทาสค์ ภารกิจแรกก็คือ ฆ่าสิงโตนีเมียนแล้วถลกหนังมันกลับมา

http://www.christusrex.org/www1/vaticano/SC-Round.jpg และ
http://en.wikipedia.org/wiki/Hercules_of_the_Forum_Boarium
ป.ล. ใครที่เคยดูหรือเล่นเกมหรืออ่าน Fate/stay night คงคุ้น ๆ กับ twelve labours ไม่มากก็น้อย พวกเซเบอร์จำเป็นต้องทำให้เบอร์เซอร์เกอร์ตายถึง 12 ครั้ง ถึงจะชนะ ^^”

ฉากถัดมาภาพเขียนเฟรสโก The School of Athens ของราฟาเอล ในสมัยเรเนสซองซ์ ภาพนี้อยู่ที่ “ห้องของราฟาเอล” หรือ Stanze di Raffaello ในส่วนของ Apostolic Palace ในวาติกันมิวเซียม ภาพนี้เป็นภาพดังที่น่าจะคุ้น ๆ กัน ในหนังสือปรัชญาบางเล่มก็เอาภาพนี้ขึ้นปกไม่ก็เป็นส่วนประกอบในหนังสือให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง ตัวภาพมีกลิ่นไอเรเนสซองซ์อย่างรุนแรง เนื้อหาคร่าว ๆ คือ แสดงให้เห็นนักปราชญ์แห่งกรีก โดยเฉพาะที่โดดเด่นตรงกลางคือ ท่านเพลโตและอริสโตเติ้ล ในรูปนี้ราฟาเอลได้ใช้คนจริงๆในสมัยเค้าเป็นแบบรวมถึงตัวเอง รายละเอียดและการตีความรูปนี้ใครสนใจจิ้มลิงค์อ่านต่อได้
http://en.wikipedia.org/wiki/The_School_of_Athens
ป.ล. 2 จุดเด่นพื้นฐานของภาพสไตล์เรเนสซองซ์คือ การใช้เทคนิค perspective ทำให้ภาพดูงามสมจริงมีมิติขึ้นกว่าภาพเขียนสมัยยุคกลางมากๆ ถ้าเป็นภาพยุคกลางจะดูแบนเป็นสองมิติไม่ค่อยสมจริงนัก

The Last Judgment by Michelangelo ภาพเขียนเฟรสโกที่มีกลิ่นไอเรเนสซองซ์รุนแรง (อีกแล้ว) ประดับผนังตรงแท่นบูชา ใน Sistine Chapel ตามภาพแสดงฉากหรือความเชื่อตามคัมภีร์ไบเบิ้ล โลกจะถึงวันตัดสินครั้งสุดท้ายที่มนุษย์คนไหนจะได้คนสวรรค์ลงนรก ราวๆนี้ ขออภัยหากข้อมูลผิดพลาดเพราะไม่แม่นเรื่องเนื้อหาในไบเบิ้ลมากนัก ^^”
http://en.wikipedia.org/wiki/The_Last_Judgment_(Michelangelo)

ในมาริมิเตะ แอบขำฉากนี้ ชิมาโกะน้ำตาไหลพรากกับภาพข้างบน (สมกับคนที่อยากอุทิศตัวให้พระเจ้า) ในขณะที่โยชิโนะดูแล้วบอกว่า พระเยซูกลางรูปดูอ้วนจัง ^^” ยูมิไม่มีความเห็นกับภาพดังกล่าวมากนักนอกจากแอบคิดในใจ
“ทั้งคู่ (ชิมะกับโยชชี่) ต่างก็เป็นเพื่อนรักของฉันค่ะ “ ^^; โยชิโนะคงแสดงความเห็นเป็นตัวแทนของคนทั่วไปที่แว่บแรกอาจจะคิดอย่างงั้น (เราก็เป็นหนึ่งในนั้น ฮา)
ในโบสถ์น้อยนี้มีภาพวาดฝาผนังและเพดานตามพระคัมภีร์เก่า ที่น่าสนใจคือ 9 ฉากของ book of genesis เช่น ตอนพระเจ้าสร้างอดัม (The Creation of Adam) ภาพดังภาพนั้น รวมถึงภาพที่อดัมกับอีฟถูกพระเจ้าขับออกจากสวนอีเดน เป็นต้น
ป.ล. 3 ไม่แน่ใจว่ามีภาพพระเจ้าสร้างอีฟมาจากตัวอดัมรึเปล่านะ =w=”) เอาเป็นว่าพระเจ้าสร้างอีฟจากกระดูกซี่โครงของอดัม ดังนั้น เค้าก็เลยมีมีคติที่ว่าสามีภรรยาเหมือนคน ๆ เดียวกันนั่นแล
ถัดจากด้านบน ยูมิกับโยชิโนะมาร้านขายโรซารี่แล้วคุยเรื่องหาน้องสืบสายตระกูล

ยูมิไปต่อที่มหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ (St. Peter Basilica) ในฉากโชว์ให้เห็นเสาโอเบลิสค์ที่ได้ชื่อว่า Vaticano เป็นเสามาจาก Circus of Nero และส่วนรั้วเสาอีกนิดหน่อย ในของจริง บริเวณนี้จะเป็นจตุรัสขนาดใหญ่ที่เรียกว่า St. Peter square
มหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ที่เห็นในปัจจุบันสร้างขึ้นทับของเก่าที่สร้างเมื่อยุคโบราณ บริเวณนี้เชื่อว่าคือสถานที่เสียชีวิตของเซนต์ปีเตอร์ ศิษย์สำคัญคนหนึ่งของพระเยซู ได้มีการสร้างหลุมศพของเซนต์ปีเตอร์ที่บริเวณนี้ แล้วเสาโอเบลิสค์ที่สร้างตั้งแต่สมัยโรมันก็ยังคงตั้งเหลือไว้เป็นพยานแด่การตายของเซนต์ปีเตอร์

http://en.wikipedia.org/wiki/St._Peter%27s_Basilica
http://en.wikipedia.org/wiki/Old_Saint_Peter%27s_Basilica
http://en.wikipedia.org/wiki/Circus_of_Nero
ป.ล. 4 โอเบลิสค์นั้นเดิมเป็นเทคโนโลยีของอียิปต์ โรมันก็ได้มาจากอียิปต์ ในช่วงยุค enlightenment หรือยุคแห่งภูมิปัญญา หรือยุคแห่งการรู้แจ้ง (จะช่วงหลังยุคมืดหรือยุคกลาง เริ่มตั้งแต่สมัยเรเนสซองซ์) โอเบลิสค์ได้ถูกโยงเกี่ยวกับสิ่งที่ไว้รำลึกหรือเป็นอนุสรณ์หรือความเป็นนิรันดร์ ราว ๆเนี่ย ในอียิปต์จะสร้างโอเบลิสค์ไว้รอบ ๆ ฐานปีระมิด


หน้ามหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ ในมาริมิเตะโชว์หน้ามหาวิหารที่เห็นรูปปั้นพระเยซูและศิษย์อีก 12 คน (12 apostles) http://en.wikipedia.org/wiki/Twelve_Apostles

ฉากข้างในมหาวิหาร มีตัวอย่างผลงานที่งดงามมากชิ้นหนึ่งของ ท่านไมเคิลแองเจโล “ลาปิเอตา” (La Pieta)
ปิเอตาเป็นภาษาอิตาเลียนแปลว่า pity รูปสลักแสดงรายละเอียดความยับของผ้าและสีหน้าอารมณ์ของพระแม่มาเรียได้ยอดเยี่ยม คนดูพลอยเศร้าตามกับการตายของพระเยซูหลังจากถูกตรึงกางเขน เหตุการณ์นี้คือ Lamentation of Christ
http://en.wikipedia.org/wiki/La_Pieta

ทางไปสุ่แท่นบูชาเอกที่บร์นินี่ออกแบบและสร้าง อลังการตามสไตล์บาโรคในช่วงที่แบร์นินี่มีชีวิตอยู่
ของจริง
ฟู่ว! =w=)/ จบในส่วนของวาติกัน พวกยูมิไปต่อที่ซานแองเจโลและที่แสปนนิชเสตป (ลงในพาร์ทแรกแล้ว) วันถัดไปพวกเธอได้มุ่งหน้าสู่ฟลอเรนซ์ ปิซ่า และเวนิส โปรดติดตามตอนต่อไป
To be continued……
——————————————————————-
คุยปิดท้าย
ใครชื่นชอบเต่านินจา คงจะคุ้นเคยกับชื่อศิลปินเอกยุคเรเนสซองซ์ของอิตาลีอย่าง เลโอนาร์โด (ดาวินซี), ราฟาเอล, ไมเคิลแองเจลโล และโดนาเทลโล
โรมเหมือนจะมีงานแนวเรเนสซองซ์เยอะ แต่ศูนย์กลางเรเนสซองซ์จริง ๆ จะไปอยู่ที่เมืองฟลอเรนซ์ ส่วนเวนิส หลาย ๆ คนที่ดูอาเรียคงจะรู้จักเวนิสผ่านเนโอเวนิส (เนโอเวเนเซีย) กันพอสมควร มาริมิเตะโอวีเอเลยมีเวนิสให้ดูติ๊ดเดียว ^^” ตอนหน้าเลยคิดว่าจะรวบสามเมืองแล้วก็คงจะตัดจบ (เย่!)
ขอบคุณทุกท่านที่ให้ความสนใจอ่านค่ะ >w<)/




นาสจะใส่เครื่องหมาย [Spoil] ตรงหัวเรื่องหรือเตือนข้างบนนิดนึงนะ เพราะตอนนี้พูดถึงเนื้อเรื่องอนิเมบ้างขอบอารมณ์ของ The Rape of Proserpina เหรอ? เราว่าหน้าตาของฮาเดสของนี้มันช่าวยิ้มได้โรคจิตจริงๆ
ป.ล. พูดถึงรูปปั้นรูปสลีกแล้ว ที่ Galleria Borghese ที่ The Rape of Proserpina ตั้งอยู่นั้น มีงานสลักหินอ่อนยุคบาร็คของ Bernini ที่โด่งดังอีกชิ้นนึง คือ Apollo and Daphne ซึ่งในความคิดส่วนตัวของเราคนเดียว เราว่ามันดึงดูดมากกว่าเดวิสซะอีก http://en.wikipedia.org/wiki/Apollo_and_Daphne_(Bernini)
เป็นรูปสลัก อพอลโลจับแดปเน่ได้ในขณะที่เธอกำลังค่อยๆกลายเป็นต้น laurel พอดี งานในส่วนที่กำลังเปลี่ยนร่างนั้นละเอียดมากๆ ถ้าชอบงานแนวนี้คงชอบชิ้นนี้ด้วย
อ่อ พูดถึงเต่านินจา Pantheon ใน Rome เช่นกัน มีหลุมศพ Raphael ซึ่งเสียชีวิตตั้งแต่อายุยังน้อย Cardinal Bembo ได้สั่งให้จารึกคำระลึกถึงที่สวยงามมาก แปลออกมาได้ว่า
“Here lies Raphael, whom Nature feared would outdo her while alive, but now that he is gone fears she, too, will die.”
แปลไทยอย่างไม่ค่อยสวยงามได้ว่า
ณ ที่แห่งนี้ ที่พักของราฟาเอล ผู้ที่ธรรมชาติกลัวว่าจะพ่ายแพ้ยามมีชีวิต หากยามที่เขาตายกลัวว่าเธอเองจะสูญสิ้นด้วยเช่นกัน
ขอบคุณสำหรับรีวิวอีกที