Ookina Tobira, Chiisana Kagi
Part 2 : Heart no Kagiana (ช่องกุญแจในหัวใจ)
Chapter : Pocket no Naka (ในกระเป๋า) #จบ
<<Part 1 || Part 2 || Part 3>>
ผลจากการนับ 1-100 ในสถานที่แห่งนั้น ทำให้รู้สึกว่าตัวเองเรียกความใจเย็นกลับคืนมาได้นิดหน่อย
นิดหน่อย
ถึงแม้เลือดที่พุ่งขึ้นในสมองจะค่อยไหลกลับไปอย่างช้าๆ เมื่อเวลาล่วงเลย ทว่าความผิดหวัง ความสิ้นหวัง ความโกรธเกรี้ยว และความโศกเศร้าที่ถาโถมเข้ามาราวคลื่นซัดสาดไม่ได้หายตามไปด้วย
สิ่งที่เกลียดที่สุดก็คือ การที่มีคนอื่นมาสงสาร
เพราะฉะนั้นจึงไม่อาจให้อภัยกับความคิดที่อยากให้เป็นน้องสาวเพราะสงสารได้ คาดไม่ถึงเลยว่าคนที่ไม่เข้าใจเรื่องนั้นกล้าเสนอหน้าที่จะมาเป็นโอเน่ซามะ การนับ 1-100 จบลงไปแล้ว แต่โทโกะยังคงยืนนิ่งหยุดอยู่ตรงนั้น ณ ที่เดิม
โทโกะมองไปยังประตูโรงเรียนที่ยูมิซามะน่าจะเพิ่งผ่านไป และเห็นนักศึกษามหาวิทยาลัยกลุ่มหนึ่งเดินอยู่หน้าประตู
จะเดินตามหลังคนพวกนั้นไปดีมั้ยนะ จากนั้นก็เดินออกทางประตู ขึ้นรถเมล์ ขึ้นรถไฟ แล้วกลับบ้านดีรึเปล่า
แต่ถึงจะกลับบ้าน ก็ไม่สามารถควบคุมความรู้สึกด้านมืดไร้ที่ไปในตอนนี้ได้อยู่ดี หรือต้องนอนคลุมโปงไป ร้องไห้ไปแล้วตัดใจว่าเรื่องแบบนี้มันก็เกิดขึ้นได้เพียงเท่านั้น?
ไม่ได้หรอก โทโกะคิดแล้วหันหลังกลับไปยังอาคารเรียน ขืนปล่อยไว้แบบนี้ต่อไปคงไม่มีวันสงบสติอารมณ์ได้แน่ ถึงมันจะไม่ช่วยแก้สถานการณ์อะไร แต่ก็อดไม่ได้ที่จะพูดออกไปสักคำ
(ยังอยู่รึเปล่านะ)
มองนาฬิกา ตอนนี้เป็นเวลาบ่ายโมงครึ่ง
ป่านนี้อาจจะกลับไปนานแล้วก็ได้ แต่ถึงอย่างนั้นก็กลับไปโดยไม่พิสูจน์อะไรเลยไม่ได้อยู่ดี โทโกะชักเท้ากลับมา เดินไปตามทางที่เดินมากับยูมิซามะเมื่อกี้นี้ในทิศตรงข้ามตามลำพัง แม้จะสวนกับนักเรียนที่น่าจะอยู่ปี 3 หลายต่อหลายคนกลางทาง แต่ก็ไม่ใช่คนที่ตามหาอยู่
โทโกะเดินมาจนถึงที่วางรองเท้าของนักเรียนปี 3 และลองเปิดประตูล็อกเกอร์ดู ปรากฏว่ารองเท้าสำหรับสวมเดินออกข้างนอกยังคงอยู่ในนั้น เป็นหลักฐานว่าผู้เป็นเจ้าของยังคงอยู่ภายในโรงเรียน
(โนริโกะบอกว่าวันนี้ไม่มีนัดรวมตัวที่เรือนกุหลาบ)
โทโกะมุ่งหน้าต่อไปยังห้องเรียนของชั้นปี 3 ยังได้ยินเสียงพูดคุยแว่วๆ มาจากห้องสน ปี 3 ดูท่าว่าจะยังมีนักเรียนอยู่
"ขออนุญาตค่ะ"
โทโกะเปิดประตูอย่างแรงไม่รอคำขานหลังเคาะแต่อย่างใด
จำนวนนักเรียนที่หันมามองมีทั้งหมด 5 คน รวมทั้งคนๆ นั้นด้วย
"โทโกะจัง..."
พอได้เห็นนักเรียนรุ่นน้องยืนแข็งทื่อไม่ขยับตัวเลยราวกับของเล่นถ่านหมดนับตั้งแต่ประตูได้เปิดออก นักเรียนปี 3 ที่อยู่ข้างในต่างพากันส่งเสียงเซ็งแซ่ว่าเกิดอะไรขึ้น และในจำนวนนั้นก็มีนักเรียนคนนึงที่ลุกออกมายืนอยู่ตรงหน้าโทโกะ
โอกาซาวาระ ซาจิโกะซามะ
"มีธุระอะไรเหรอ"
"มีเรื่องอยากคุยด้วยหน่อยค่ะ"
ได้ยินเพียงแค่นี้ ซาจิโกะโอเน่ซามะก็พยักหน้าราวกับดูออกว่าเรื่องอะไร หลังกลับไปเก็บข้าวของในวงล้อมนักเรียนแล้วก็ออกมาจากห้องเรียนพร้อมกับเอ่ยคำลาเพื่อนในห้อง
"ถ้างั้นฉันขอตัวก่อนนะ"
"จ้ะ โชคดี"
"ขอบใจมากเลยที่ช่วย"
เพื่อนร่วมห้องของซาจิโกะโอเน่ซามะพากันมอบคำอำลาให้คนละคำสองคำ
"จะดีเหรอคะ"
โทโกะถามอย่างเป็นกังวลว่าจะดีหรือที่ปลีกตัวออกมาง่ายๆ เช่นนี้ เพราะเห็นมีเอกสารวางบนโต๊ะเหมือนกำลังทำงานอะไรสักอย่าง
"จ้ะ พอดีว่าจัดเวรประจำวันกันอยู่โดยไม่นับพวกนักเรียนเตรียมสอบน่ะ แต่เสร็จเรียบร้อยแล้วเลยนั่งคุยเล่นกันเฉยๆ"
ซาจิโกะโอเน่ซามะพูดพลางสะพายกระเป๋าบนไหล่ และติดกระดุมเสื้อโค้ท
"ฉันไม่รู้เหมือนกันว่าเธออยากคุยอะไรด้วย แต่ไม่ใช่ที่นี่จะดีกว่าใช่มั้ยล่ะ?"
โทโกะก้มหัวให้เล็กน้อย
ระเบียงทางเดินยามฤดูหนาวหลังนักเรียนส่วนใหญ่กลับบ้านไปแล้ว เสียงจะก้องกว่าที่คิดมาก แต่จะกลับไปคุยที่ห้องสน ปี 3 ก็ไม่ได้อีก เพราะชั้นเรียนพิเศษมักจะล็อกกุญแจไว้หรือไม่ก็มีคนใช้อยู่
ทั้งคู่ออกมาที่สนามกลางโรงเรียน
อากาศในตอนนี้หนาวเย็นก็จริง แต่เพราะใส่โค้ทอยู่จึงทำให้ทนได้บ้าง และที่สำคัญเสียงพูดคุยจะไม่สะท้อนกับผนัง หน้าต่างหรือเพดานจนดังก้องไปทั่ว ไม่ต้องห่วงว่าใครจะมาได้ยิน บทสนทนาที่ได้คุยในที่นี้ สายลมคงจะดูดกลืนมันและหอบไปจนถึงท้องฟ้าแน่
"พูดกับยูมิซามะไปเหรอคะ"
โทโกะถามเรื่องนั้นก่อนเป็นอย่างแรก
"เรื่องอะไร?"
ซาจิโกะโอเน่ซามะถามกลับมาด้วยความสงสัย แต่โทโกะพูดต่อไปโดยไม่สนใจ
"ซาจิโกะโอเน่ซามะเคยบอกใช่มั้ยคะว่า จะไม่เข้าไปก้าวก่ายอะไรกับเรื่องน้องสาวของยูมิซามะ"
"ถ้าจำไม่ผิด เหมือนจะพูดไปล่ะมั้ง"
ซาจิโกะโอเน่ซามะหรี่ตาลง พลางปล่อยผมยาวสลวยให้ปลิวสยายไปตามลม
"แล้วตกลงเธอคิดว่าฉันพูดเรื่องอะไรกับยูมิไปล่ะ"
ซาจิโกะโอเน่ซามะถามเบาๆ เหมือนกับนึกอะไรไม่ออก
"นั่นน่ะ"
คำพูดจุกที่อยู่ที่ลำคอของโทโกะ ต่อให้มันเป็นเรื่องของตัวเองก็ตามที แต่รู้สึกว่ามันพูดออกไปได้ยากเย็นเหลือเกิน
"พูดมาให้ชัดๆ สิ เห็นเธอทำสีหน้าไม่ค่อยดีมาหาอย่างกับจะมาบ่นฉันยังไงอย่างงั้นแหละ วันๆ ฉันพูดคุยกับยูมิตั้งหลายเรื่อง ถ้าไม่บอกว่าอะไรที่ทำให้เธอไม่พอใจ ฉันจะไปรู้ได้ยังไง"
ในเมื่อพูดถึงขนาดนี้แล้วก็ไม่มีทางเลือก โทโกะตัดสินในแน่วแน่เปิดปากพูดออกไป
"เรื่องเกี่ยวกับชาติกำเนิดของฉันไงคะ"
"ชาติกำเนิด?"
สีหน้าของซาจิโกะโอเน่ซามะเปลี่ยนไปชั่วขณะหนึ่ง มันคือสีหน้าที่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่านึกอะไรบางอย่างออก
"เห็นมั้ยล่ะคะ ก็จำได้นี่"
โทโกะแน่ใจ การที่ซาจิโกะโอเน่ซามะไม่ตอบกลับมาก็แปลว่ายอมรับแล้วอย่างแน่นอน
"แล้วบอกยูมิซามะไปตอนไหนล่ะคะ?"
ก่อนวันคริสต์มาส หรือว่าก่อนหน้านั้นอีก มาถึงตอนนี้แล้วคงไม่อาจเปลี่ยนแปลงอะไรๆ ได้ แต่ถึงอย่างไรโทโกะก็ยังอยากรู้อยู่ดี
ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่มีความสงสารเข้ามาเจือปนในสายตาที่ยูมิซามะมองตัวเอง สำหรับโทโกะแล้วนี่ถือเป็นประเด็นใหญ่ที่สุด
แต่ซาจิโกะโอเน่ซามะไม่ได้กล่าวถึงเรื่องนั้นเลยแม้แต่นิดเดียว แุถมกลับถามซ้ำอีกหนด้วย
"ฉันเคยพูดเรื่องเกี่ยวกับชาติกำเนิดของโทโกะจังให้ยูมิฟังด้วยเหรอ?"
จนถึงขั้นนี้แล้วยังทำเป็นไม่รู้เรื่อง โทโกะจึงระเบิดคำพูดออกไปอย่างหัวเสีย
"อย่ามาแกล้งโง่ไปหน่อยเลย ก็เรื่องที่ฉันไม่ใช่ลูกแท้ๆ ของบ้านมัตสึไดระไงคะ!"
เมื่อได้ยินคำพูดนั้น สีหน้าของซาจิโกะโอเน่ซามะแข็งทื่อ โทโกะรู้จักดี นี่คืออารมณ์ที่เรียกกันว่า "ตกใจ"
"โทโกะจัง...ไม่ใช่ลูกของพวกคุณอามัตสึไดระเหรอ?"
ดวงตาสีดำขลับมองคืนกลับมาโดยไม่มีแม้แต่การกะพริบตา โทโกะยืนตั้งท่าพร้อม
"ไม่จริงน่า"
"ฉันเพิ่งได้ยินครั้งแรกนี่แหละ"
"โกหก"
ใครจะไปเชื่อว่าซาจิโกะโอเน่ซามะจะไม่รู้เรื่องนี้ ขนาดพวกเด็กจากบ้านไซออนจิหรืออายาโนะโคจิยังรู้มาตั้งแต่เมื่อ 3 ปีก่อนแล้ว เพราะเหตุใดลูกสาวผู้เป็นทายาทของตระกูลโอกาซาวาระซึ่งมีอิทธิพลมากที่สุดในวงญาติ และยังอาศัยอยู่ในโตเกียวเหมือนกัน กลับไม่รู้เรื่องได้จนกระทั่งอายุขนาดนี้
แต่ว่าเมื่อกี้โทโกะเองก็รู้สึก ซาจิโกะโอเน่ซามะตกใจคำพูดของโทโกะ และไม่คิดว่านั่นจะเป็นการแสดงด้วย
"แล้วทำไมเมื่อกี้ถึงทำหน้าเหมือนนึกอะไรออกล่ะคะ"
บอกว่าเพิ่งได้ยินแต่ทำหน้าเหมือนรู้อยู่ก่อนแล้ว ไม่แปลกไปหน่อยเหรอไง
"ฉันแค่นึกออกว่าเหมือนสึงุรุซังเขาเคยถามแบบหยั่งเชิงน่ะสิ"
"พี่สึงุรุหยั่งเชิง...?"
พอโทโกะถามกลับ ซาจิโกะโอเน่ซามะก็ยิ้มให้กับท้องฟ้า
"สึงุรุซังคงแค่อยากพิสูจน์ให้แน่ใจเฉยๆ ล่ะมั้งว่าฉันรู้เรื่องนี้รึเปล่า เขาถามฉันว่าจำเรื่องตอนโทโกะจังเกิดได้มั้ย"
"แล้วซาจิโกะโอเน่ซามะตอบไปยังไงคะ"
"ตอบไปว่าจำไม่ได้ ก็มันเรื่องจริงนี่นา จะให้ตอบอย่างอื่นมากกว่านี้ได้อีกเหรอ"
เรื่องราวดูสมจริงมากเกินกว่าจะเป็นคำโกหกเอาตัวรอดเฉพาะหน้า แถมพี่สึงุรุยังเป็นคนที่ชอบถามอะไรหยั่งเชิงบ่อยๆ ด้วย
"ไม่จริงน่า แล้วใครกันเนี่ย"
พี่สึงุรุไม่ได้บอกยูมิซามะแน่นอน ดูจากท่าทางที่ได้เจอกันเมื่อวานก็รู้แล้ว
"จะดูถูกกันมากไปหน่อยแล้วนะ"
ซาจิโกะโอเน่ซามะพูดเบาๆ
"ขอโทษด้วยค่ะ"
โทโกะรู้สึกผิดอย่างที่สุด สรุปว่าการที่คิดว่าซาจิโกะโอเน่ซามะเป็นผู้เผยความลับเรื่องชาติกำเนิดของโทโกะให้ยูมิซามะได้รู้นั้น เป็นเรื่องเข้าใจผิดทั้งหมด
"ไม่ใช่ฉันซะหน่อย ยูมิต่างหากล่ะ"
เสียงที่กระซิบมา ช่างฟังดูเย็นชาเหลือเกิน
"ฉันไม่รู้หรอกว่าเกิดอะไรขึ้นระหว่างเธอกับยูมิ แต่ยูมิไม่มีทางรู้ปัญหาทางบ้านของโทโกะจังหรอก และถึงจะบังเอิญรู้เข้า แต่ยูมิไม่ใช่คนที่จะประเมินค่าโทโกะจังด้วยเรื่องแบบนั้นแน่ ฉันที่เป็นพี่สาวรู้เรื่องนี้ดีที่สุด"
ไม่มีอะไรจะเถียงกลับ ไม่สิ คิดอะไรไม่ออกเลยมากกว่า โทโกะยืนนิ่งโดยไม่อาจสรรหาคำใดๆ พูดออกไปได้ ซาจิโกะโอเน่ซามะมองตาโทโกะอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะบ่ายสายตาออกไปมองที่อื่น ไม่รู้ว่าเพราะไม่อยากเห็นโทโกะอีกต่อไปแล้ว หรือแค่มองเงาสะท้อนของตัวเองในหน้าต่างอาคารเรียนเท่านั้น
ในที่สุดซาจิโกะโอเน่ซามะก็ขยับริมฝีปากพูดออกมา
"แต่พอเห็นสภาพยูมิที่วันๆ เอาแต่คิดถึงเธอ ฉันก็ชักจะสงสารขึ้นมาซะแล้วสิ"
โทโกะไม่อาจทานรับความหนักอึ้งของคำพูดนั้นเอาไว้ได้ จนทรุดตัวลงไปคุกเข่ากับพื้นสนามหญ้า
ถ้าทั้งหมดเป็นการเข้าใจผิด แล้วจะเป็นยังไงต่อไปล่ะ
คำพูดหลายต่อหลายคำที่ตนได้ตะคอกใส่ยูมิซามะเมื่อกี้ ต้องทำเช่นไรกันจึงจะนำมันกลับคืนมาได้
โทโกะมองเห็นรองเท้าแตะของซาจิโกะโอเน่ซามะก้าวผ่านทางด้านข้าง เสียงกรอบแกรบของหญ้าแห้งยามฤดูหนาว ฟังดูเหมือนเสียงลมจากที่ไหนสักแห่ง ซาจิโกะโอเน่ซามะเดินเข้าอาคารเรียนไปแล้ว มันเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้านหลังจึงไม่สามารถยืนยันให้เห็นด้วยตา เพียงแค่รู้สึกถึงมันได้
โทโกะที่ถูกทิ้งให้อยู่เพียงลำพังยังคงนั่งคุกเข่าอยู่กลางสนาม ไม่แปลกหรอกที่ซาจิโกะโอเน่ซามะจะโกรธ เพราะเจ้าตัวคงคิดว่าตนได้หยามศักดิ์ศรีของโอเน่ซามะกับยูมิซามะแน่ๆ
ถึงอย่างนั้นก็ไม่กล้าเอ่ยปากขอให้อยู่ด้วยกันอยู่ดี แต่ตอนนี้โทโกะรู้สึกเป็นทุกข์เหลือเกินที่ต้องอยู่ตัวคนเดียว อยากให้ใครสักคนมาอยู่เคียงข้าง ใครก็ได้ พอเหลือตัวคนเดียวแล้ว ไม่รู้ว่าตัวเองควรจะทำยังไงต่อไปดี
"1 , 2 , 3...."
ยังไงก็ตามตอนนี้ลองนับเลขดูก่อนดีกว่า มันคือเครื่องรางนำโชคสำหรับสงบอารมณ์ที่ยูมิซามะได้สอนให้
"11 , 12"
พอนับถึง 100 แล้ว จะใจเย็นลงได้รึปล่านะ
ไม่รู้เหมือนกัน ฉะนั้นลองนับไปก่อน
พอถึงเวลาที่นับจนครบ 100 และยักษ์ตัวนี้ได้ลืมตาขึ้น ในตอนนั้นอาจไม่เหลือใครให้ค้นหาแล้วก็ได้
(ระหว่างนั้นทุกคนจะพากันเหนื่อย จนไม่มีใครไล่ตามเธอมาอีกเลยนะ)
คำพูดของพี่สึงุรุคอยก่อกวนการนับเลข
หากมัวระแวงกับทุกสิ่งรอบข้าง และหันคมดาบใส่คนโน้นคนนี้ไปทั่ว สุดท้ายอาจไม่เหลือใครคอยอยู่เป็นเพื่อนแล้วจริงๆ
"38 , 39..."
ในตอนนี้โทโกะโดดเดี่ยว
ไม่ว่าใครในโลกนี้ต่างก็เกิดมาตัวคนเดียว เพราะอย่างนั้นจึงเชื่อมาตลอดว่าคนเราก็ต้องใช้ชีวิตอยู่ได้ด้วยตัวคนเดียวเหมือนกัน เกิดมาได้ไม่ทันไร พ่อกับแม่บุญธรรมก็รับไปเลี้ยง ถึงกระนั้นยังเติบโตมาได้จนขนาดนี้ จึงเชื่อว่ามนุษย์อาจทรหดกว่าที่คิด
"45"
แต่ที่จริงอาจเป็นสิ่งมีชีวิตที่อ่อนแอมากก็เป็นได้ ขณะตัดสะบั้นสายสัมพันธ์ที่เชื่อมเข้ามาด้วยมือตัวเอง ก็เริ่มรู้สึกเหงามากขึ้นมากขึ้นทุกที
พี่สึงุรุพูดถูกแล้วล่ะ
ปากบอกไม่เชื่อแต่ใจจริงนั้นอยากเชื่อ พอมีคนตามมาก็หนีขึ้นไปบนที่สูง ถ้าหากต้องอยู่ตัวคนเดียวในที่สุดก็นับว่าสมควรแล้ว
"56"
ยามที่ลืมตาขึ้นมา แม้เพื่อนที่เคยเล่นด้วยกันจะพากันหายหน้าไปหมด แต่ก็ไม่อาจบ่นกับใครได้
"64"
ถึงอย่างนั้น ถ้ายังไม่นับจนจบก็ไม่รู้หรอก ทุกคนจะหายไปกันหมดจริงหรือไม่ก็ยังไม่รู้จนกว่าจะลืมตา
"70"
นับไปไกลเท่าไหร่ โทโกะยิ่งกลัวที่จะนับมากขึ้นเท่านั้น ถ้านับจนครบ 100 แล้วจะต้องลืมตาขึ้น ยามเปิดตาออก โทโกะต้องพบว่าตัวเองถูกทิ้งอยู่เพียงลำพังกลางสนามในโรงเรียนเป็นแน่
กลัวที่ต้องนับ
แต่ทว่าเมื่อเริ่มนับมาแล้ว ก็ต้องนับจนจบให้ถึง 100
"81"
ในตอนนั้นเองมีอะไรบางอย่างแตะไหล่ของโทโกะ ไออุ่นๆ พอรู้ว่านี่คือมือของมนุษย์แล้วโทโกะจึงเผลอลืมตาขึ้นดู
"อ๊ะ ขอโทษที"
เจ้าของมือนั้นคือคนที่ไม่คาดฝันว่าจะอยู่ที่นี่ได้
"ตอนแรกฉันก็ไม่กล้าเข้ามากวนหรอก แต่ไม้รู้เธอจะนับไปจนถึงเมื่อไหร่เลยเผลอทักจนได้...แล้วทำอะไรอยู่เนี่ย?"
ผู้ที่มอบรอยยิ้มอันใสซื่อนั้นมาให้ก็คือ

โนริโกะ
"ทำไม"
ไม่ได้กลับไปนานแล้วเหรอไง เห็นรีบร้อนออกจากโรงเรียนเพื่อจะกลับไปดูรายการพระพุทธรูปนี่นา
"พอแยกกับโทโกะแล้วมันอดนึกถึงขึ้นมาไม่ได้น่ะ จริงๆ ฉันขึ้นรถเมล์ไปแล้วแหละ แต่ลงที่จุดหยุดรถป้ายที่ 2 แล้วย้อนกลับมา เพราะสงสัยว่าโทโกะอาจมีอะไรอยากพูดกับฉัน"
"แล้วรายการทีวีล่ะ?"
พอมองนาฬิกา ตอนนี้เป็นเวลาบ่ายสองโมงกับห้านาที จะทำยังไงก็กลับไปไม่ทันแล้ว
"ทีวีน่ะช่างมันเถอะ"
โนริโกะพูดอย่างแจ่มใส
"โทโกะย่อมสำคัญกว่าอยู่แล้ว"
โทโกะแตะมือของเพื่อนที่ยิ้มให้หลังพูดจบอย่างช้าๆ
"โนริโกะ..."
"เอ๊ะ?"
"โนริโกะ! โนริโกะ! โนริโกะ! โนริโกะ!"
ปากเอาแต่พร่ำร้องเรียกชื่อพร้อมกับกุมมือเอาไว้แน่น พอมั่นใจแน่ๆ แล้วว่านี่ไม่ใช่ภาพลวงตาก็รู้สึกโล่งใจน้ำตาไหลพรั่งพรูออกมา
"ม-มันเกิดอะไรขึ้นกันเนี่ย"
โนริโกะงงจนทำอะไรไม่ถูก หากมองจากมุมมองของเธอแล้ว ก็เพียงแค่ทักเพื่อนที่นั่งคุดคู้นับเลขราวกับบ่นพึมพำอะไรอยู่คนเดียวกลางสนามเท่านั้น เมื่ออยู่ๆ เพื่อนเกิดร้องไห้ออกมาก็คงไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร
โทโกะรู้สึกซาบซึ้งในตัวพระแม่มาเรียเป็นอย่างยิ่ง ขอบคุณมากค่ะที่พาตัวโนริโกะกลับมาให้
"โทโกะนี่น้า"
โนริโกะกุมมือของโทโกะกลับอย่างประหลาดใจ โทโกะเองก็ใส่แรงลงไปในนั้นไม่แพ้กัน
ใช่แล้ว จะปล่อยมือนี้ไปไม่ได้เด็ดขาด
โนริโกะคือความหวัง
ตราบที่ยังมีมือนี้อยู่ โทโกะเชื่อว่าตนจะสามารถตะเกียกตะกายออกมาจากห้วงลึกแห่งความสิ้นหวังได้
เพราะว่ามันยังสามารถทำให้ตนเชื่อมั่นแบบนี้ได้ยังไงล่ะ
สายลมเย็นๆ ได้ส่งเสียงเหมือนผิวปากว่า
ไม่เป็นไรหรอก
อาจแก้ตัวใหม่จากตรงนี้ได้
อื้อ นั่นสินะ
ตอนที่ยืมมือของเพื่อนเพื่อยืนขึ้น กระเป๋ากระโปรงด้านขวาของโทโกะได้ส่งเสียงดังแซ่กออกมา
<<Part 1 || Part 2 || Part 3>>
อา เสร็จแล้ว อ่านแล้วคิดว่าทุกคนคงอยากดูบทนี้เป็นอนิเมแน่ๆ รับรองค่ะว่ามันไม่หั่นทิ้งแน่นอน แต่อาจตัดบางส่วนไปบ้าง เพราะนี่ถือเป็นจุดพลิกผันสำคัญ
ความประทับใจของเรา
- ด้วยเนื้อเรื่องที่มันเข้มข้นอยู่แล้ว บรรยายผ่านมุมมองแรงๆ สุดโต่งของโทโกะเลยรู้สึกว่าอ่านแล้วสนุกมากกกกกกกกกกกก
- "ในกระเป๋า" ที่เป็นชื่อตอน คงรู้แล้วนะคะว่าคืออะไร (หรือยังไม่รู้กันอีก? ก็หมายถึงข่าวล่าการ์ดวาเลนไทน์ไง)
- มอบตำแหน่งไนท์พิทักษ์โทโกะให้โนริโกะไปเลย ประทับใจมาก (ในตอน Soeur Audition ที่คุณพี่เรียกโทโกะมาตบเกรียนเบาะๆ ในโนเวลคุณพี่จะแซวโนริโกะด้วยค่ะว่าเหมือนเป็นไนท์ของโทโกะ ก็เหมือนจริงๆ)
- ในตอนนี้โทโกะคงเหงาสุดๆ แล้วจริงๆ แหละ เพราะกับโนริโกะ คานาโกะ แล้วก็เพื่อนในห้องเนี่ยเริ่มห่างเหินกันตั้งแต่ตอนเลือกตั้งบาระซามะแล้ว แถมเล่มนี้ก็ยังเกรียนแตกใส่ทั้งนังคาชิวากิ ยูมิ เจ๊ซัจจี้ ไม่เหลือใครเลย ตอนที่โทโกะเรียกแค่ "โนริโกะ" อย่างเดียวโดยไม่มีซังนี่มันรู้สึกบาดจริงๆ
- จากพาร์ทแรกที่โทโกะเห็นยูมิครั้งแรกแล้วรู้สึกกลัว ไม่อยากเข้าใกล้ รู้สึกจะมีบอกในเล่มถัดไป Crisscross ตอนล่าการ์ดวาเลนไทน์ค่ะ คุณพี่เรียกโทโกะมาคุยเปิดใจอีกหนก่อนแข่งหาการ์ด จะพูดทำนองว่าเพราะยูมิเป็นกระจกหรืออะไรนี่แหละ (ลืมและ) ขอบอกว่าตอนหาการ์ดสนุกโคตรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรค่ะ คุณพี่มาเมพโคตร เหนือเมฆแสร่ดๆ (บางคนเราคงเคยบอก หรืออาจเคยเห็นที่เราพิมพ์ไว้แล้ว แต่ไม่บอกซ้ำละกัน ใครไม่รู้ไว้รอดูเอง) แถมยูมิมันซ่อนการ์ดได้สุดตรีนมากๆ
- ที่มีบทบรรยายว่าเหมือนเจ๊ซัจจี้ชำเลืองมองอย่างอื่นหลังตบเกรียนโทโกะ ก็คือมองโนริโกะนั่นเองค่ะ ^^ ให้โนริโกะไปปลอบใจ (โนริโกะจะเล่าในเล่ม Crisscross ประมาณว่ามาเห็นเอาตอนโทโกะหมอบกระแตไปแล้ว และเจ๊ซัจจี้ทำหน้าโกรธโคตรๆ โนริโกะก็ไม่รู้ว่าสองคนนี้คุยเรื่องอะไรกัน แต่มั่นใจว่าเป็นเรื่องยูมิแน่ เพราะทั้งคู่ต่างก็เลิฟเลิฟยูมิ มีแค่เรื่องยูมินี่แหละที่ทำให้บรรยากาศมาคุได้ถึงเพียงนี้)
Part 2 : Heart no Kagiana (ช่องกุญแจในหัวใจ)
Chapter : Pocket no Naka (ในกระเป๋า) #จบ
<<Part 1 || Part 2 || Part 3>>
ผลจากการนับ 1-100 ในสถานที่แห่งนั้น ทำให้รู้สึกว่าตัวเองเรียกความใจเย็นกลับคืนมาได้นิดหน่อย
นิดหน่อย
ถึงแม้เลือดที่พุ่งขึ้นในสมองจะค่อยไหลกลับไปอย่างช้าๆ เมื่อเวลาล่วงเลย ทว่าความผิดหวัง ความสิ้นหวัง ความโกรธเกรี้ยว และความโศกเศร้าที่ถาโถมเข้ามาราวคลื่นซัดสาดไม่ได้หายตามไปด้วย
สิ่งที่เกลียดที่สุดก็คือ การที่มีคนอื่นมาสงสาร
เพราะฉะนั้นจึงไม่อาจให้อภัยกับความคิดที่อยากให้เป็นน้องสาวเพราะสงสารได้ คาดไม่ถึงเลยว่าคนที่ไม่เข้าใจเรื่องนั้นกล้าเสนอหน้าที่จะมาเป็นโอเน่ซามะ การนับ 1-100 จบลงไปแล้ว แต่โทโกะยังคงยืนนิ่งหยุดอยู่ตรงนั้น ณ ที่เดิม
โทโกะมองไปยังประตูโรงเรียนที่ยูมิซามะน่าจะเพิ่งผ่านไป และเห็นนักศึกษามหาวิทยาลัยกลุ่มหนึ่งเดินอยู่หน้าประตู
จะเดินตามหลังคนพวกนั้นไปดีมั้ยนะ จากนั้นก็เดินออกทางประตู ขึ้นรถเมล์ ขึ้นรถไฟ แล้วกลับบ้านดีรึเปล่า
แต่ถึงจะกลับบ้าน ก็ไม่สามารถควบคุมความรู้สึกด้านมืดไร้ที่ไปในตอนนี้ได้อยู่ดี หรือต้องนอนคลุมโปงไป ร้องไห้ไปแล้วตัดใจว่าเรื่องแบบนี้มันก็เกิดขึ้นได้เพียงเท่านั้น?
ไม่ได้หรอก โทโกะคิดแล้วหันหลังกลับไปยังอาคารเรียน ขืนปล่อยไว้แบบนี้ต่อไปคงไม่มีวันสงบสติอารมณ์ได้แน่ ถึงมันจะไม่ช่วยแก้สถานการณ์อะไร แต่ก็อดไม่ได้ที่จะพูดออกไปสักคำ
(ยังอยู่รึเปล่านะ)
มองนาฬิกา ตอนนี้เป็นเวลาบ่ายโมงครึ่ง
ป่านนี้อาจจะกลับไปนานแล้วก็ได้ แต่ถึงอย่างนั้นก็กลับไปโดยไม่พิสูจน์อะไรเลยไม่ได้อยู่ดี โทโกะชักเท้ากลับมา เดินไปตามทางที่เดินมากับยูมิซามะเมื่อกี้นี้ในทิศตรงข้ามตามลำพัง แม้จะสวนกับนักเรียนที่น่าจะอยู่ปี 3 หลายต่อหลายคนกลางทาง แต่ก็ไม่ใช่คนที่ตามหาอยู่
โทโกะเดินมาจนถึงที่วางรองเท้าของนักเรียนปี 3 และลองเปิดประตูล็อกเกอร์ดู ปรากฏว่ารองเท้าสำหรับสวมเดินออกข้างนอกยังคงอยู่ในนั้น เป็นหลักฐานว่าผู้เป็นเจ้าของยังคงอยู่ภายในโรงเรียน
(โนริโกะบอกว่าวันนี้ไม่มีนัดรวมตัวที่เรือนกุหลาบ)
โทโกะมุ่งหน้าต่อไปยังห้องเรียนของชั้นปี 3 ยังได้ยินเสียงพูดคุยแว่วๆ มาจากห้องสน ปี 3 ดูท่าว่าจะยังมีนักเรียนอยู่
"ขออนุญาตค่ะ"
โทโกะเปิดประตูอย่างแรงไม่รอคำขานหลังเคาะแต่อย่างใด
จำนวนนักเรียนที่หันมามองมีทั้งหมด 5 คน รวมทั้งคนๆ นั้นด้วย
"โทโกะจัง..."
พอได้เห็นนักเรียนรุ่นน้องยืนแข็งทื่อไม่ขยับตัวเลยราวกับของเล่นถ่านหมดนับตั้งแต่ประตูได้เปิดออก นักเรียนปี 3 ที่อยู่ข้างในต่างพากันส่งเสียงเซ็งแซ่ว่าเกิดอะไรขึ้น และในจำนวนนั้นก็มีนักเรียนคนนึงที่ลุกออกมายืนอยู่ตรงหน้าโทโกะ
โอกาซาวาระ ซาจิโกะซามะ
"มีธุระอะไรเหรอ"
"มีเรื่องอยากคุยด้วยหน่อยค่ะ"
ได้ยินเพียงแค่นี้ ซาจิโกะโอเน่ซามะก็พยักหน้าราวกับดูออกว่าเรื่องอะไร หลังกลับไปเก็บข้าวของในวงล้อมนักเรียนแล้วก็ออกมาจากห้องเรียนพร้อมกับเอ่ยคำลาเพื่อนในห้อง
"ถ้างั้นฉันขอตัวก่อนนะ"
"จ้ะ โชคดี"
"ขอบใจมากเลยที่ช่วย"
เพื่อนร่วมห้องของซาจิโกะโอเน่ซามะพากันมอบคำอำลาให้คนละคำสองคำ
"จะดีเหรอคะ"
โทโกะถามอย่างเป็นกังวลว่าจะดีหรือที่ปลีกตัวออกมาง่ายๆ เช่นนี้ เพราะเห็นมีเอกสารวางบนโต๊ะเหมือนกำลังทำงานอะไรสักอย่าง
"จ้ะ พอดีว่าจัดเวรประจำวันกันอยู่โดยไม่นับพวกนักเรียนเตรียมสอบน่ะ แต่เสร็จเรียบร้อยแล้วเลยนั่งคุยเล่นกันเฉยๆ"
ซาจิโกะโอเน่ซามะพูดพลางสะพายกระเป๋าบนไหล่ และติดกระดุมเสื้อโค้ท
"ฉันไม่รู้เหมือนกันว่าเธออยากคุยอะไรด้วย แต่ไม่ใช่ที่นี่จะดีกว่าใช่มั้ยล่ะ?"
โทโกะก้มหัวให้เล็กน้อย
ระเบียงทางเดินยามฤดูหนาวหลังนักเรียนส่วนใหญ่กลับบ้านไปแล้ว เสียงจะก้องกว่าที่คิดมาก แต่จะกลับไปคุยที่ห้องสน ปี 3 ก็ไม่ได้อีก เพราะชั้นเรียนพิเศษมักจะล็อกกุญแจไว้หรือไม่ก็มีคนใช้อยู่
ทั้งคู่ออกมาที่สนามกลางโรงเรียน
อากาศในตอนนี้หนาวเย็นก็จริง แต่เพราะใส่โค้ทอยู่จึงทำให้ทนได้บ้าง และที่สำคัญเสียงพูดคุยจะไม่สะท้อนกับผนัง หน้าต่างหรือเพดานจนดังก้องไปทั่ว ไม่ต้องห่วงว่าใครจะมาได้ยิน บทสนทนาที่ได้คุยในที่นี้ สายลมคงจะดูดกลืนมันและหอบไปจนถึงท้องฟ้าแน่
"พูดกับยูมิซามะไปเหรอคะ"
โทโกะถามเรื่องนั้นก่อนเป็นอย่างแรก
"เรื่องอะไร?"
ซาจิโกะโอเน่ซามะถามกลับมาด้วยความสงสัย แต่โทโกะพูดต่อไปโดยไม่สนใจ
"ซาจิโกะโอเน่ซามะเคยบอกใช่มั้ยคะว่า จะไม่เข้าไปก้าวก่ายอะไรกับเรื่องน้องสาวของยูมิซามะ"
"ถ้าจำไม่ผิด เหมือนจะพูดไปล่ะมั้ง"
ซาจิโกะโอเน่ซามะหรี่ตาลง พลางปล่อยผมยาวสลวยให้ปลิวสยายไปตามลม
"แล้วตกลงเธอคิดว่าฉันพูดเรื่องอะไรกับยูมิไปล่ะ"
ซาจิโกะโอเน่ซามะถามเบาๆ เหมือนกับนึกอะไรไม่ออก
"นั่นน่ะ"
คำพูดจุกที่อยู่ที่ลำคอของโทโกะ ต่อให้มันเป็นเรื่องของตัวเองก็ตามที แต่รู้สึกว่ามันพูดออกไปได้ยากเย็นเหลือเกิน
"พูดมาให้ชัดๆ สิ เห็นเธอทำสีหน้าไม่ค่อยดีมาหาอย่างกับจะมาบ่นฉันยังไงอย่างงั้นแหละ วันๆ ฉันพูดคุยกับยูมิตั้งหลายเรื่อง ถ้าไม่บอกว่าอะไรที่ทำให้เธอไม่พอใจ ฉันจะไปรู้ได้ยังไง"
ในเมื่อพูดถึงขนาดนี้แล้วก็ไม่มีทางเลือก โทโกะตัดสินในแน่วแน่เปิดปากพูดออกไป
"เรื่องเกี่ยวกับชาติกำเนิดของฉันไงคะ"
"ชาติกำเนิด?"
สีหน้าของซาจิโกะโอเน่ซามะเปลี่ยนไปชั่วขณะหนึ่ง มันคือสีหน้าที่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่านึกอะไรบางอย่างออก
"เห็นมั้ยล่ะคะ ก็จำได้นี่"
โทโกะแน่ใจ การที่ซาจิโกะโอเน่ซามะไม่ตอบกลับมาก็แปลว่ายอมรับแล้วอย่างแน่นอน
"แล้วบอกยูมิซามะไปตอนไหนล่ะคะ?"
ก่อนวันคริสต์มาส หรือว่าก่อนหน้านั้นอีก มาถึงตอนนี้แล้วคงไม่อาจเปลี่ยนแปลงอะไรๆ ได้ แต่ถึงอย่างไรโทโกะก็ยังอยากรู้อยู่ดี
ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่มีความสงสารเข้ามาเจือปนในสายตาที่ยูมิซามะมองตัวเอง สำหรับโทโกะแล้วนี่ถือเป็นประเด็นใหญ่ที่สุด
แต่ซาจิโกะโอเน่ซามะไม่ได้กล่าวถึงเรื่องนั้นเลยแม้แต่นิดเดียว แุถมกลับถามซ้ำอีกหนด้วย
"ฉันเคยพูดเรื่องเกี่ยวกับชาติกำเนิดของโทโกะจังให้ยูมิฟังด้วยเหรอ?"
จนถึงขั้นนี้แล้วยังทำเป็นไม่รู้เรื่อง โทโกะจึงระเบิดคำพูดออกไปอย่างหัวเสีย
"อย่ามาแกล้งโง่ไปหน่อยเลย ก็เรื่องที่ฉันไม่ใช่ลูกแท้ๆ ของบ้านมัตสึไดระไงคะ!"
เมื่อได้ยินคำพูดนั้น สีหน้าของซาจิโกะโอเน่ซามะแข็งทื่อ โทโกะรู้จักดี นี่คืออารมณ์ที่เรียกกันว่า "ตกใจ"
"โทโกะจัง...ไม่ใช่ลูกของพวกคุณอามัตสึไดระเหรอ?"
ดวงตาสีดำขลับมองคืนกลับมาโดยไม่มีแม้แต่การกะพริบตา โทโกะยืนตั้งท่าพร้อม
"ไม่จริงน่า"
"ฉันเพิ่งได้ยินครั้งแรกนี่แหละ"
"โกหก"
ใครจะไปเชื่อว่าซาจิโกะโอเน่ซามะจะไม่รู้เรื่องนี้ ขนาดพวกเด็กจากบ้านไซออนจิหรืออายาโนะโคจิยังรู้มาตั้งแต่เมื่อ 3 ปีก่อนแล้ว เพราะเหตุใดลูกสาวผู้เป็นทายาทของตระกูลโอกาซาวาระซึ่งมีอิทธิพลมากที่สุดในวงญาติ และยังอาศัยอยู่ในโตเกียวเหมือนกัน กลับไม่รู้เรื่องได้จนกระทั่งอายุขนาดนี้
แต่ว่าเมื่อกี้โทโกะเองก็รู้สึก ซาจิโกะโอเน่ซามะตกใจคำพูดของโทโกะ และไม่คิดว่านั่นจะเป็นการแสดงด้วย
"แล้วทำไมเมื่อกี้ถึงทำหน้าเหมือนนึกอะไรออกล่ะคะ"
บอกว่าเพิ่งได้ยินแต่ทำหน้าเหมือนรู้อยู่ก่อนแล้ว ไม่แปลกไปหน่อยเหรอไง
"ฉันแค่นึกออกว่าเหมือนสึงุรุซังเขาเคยถามแบบหยั่งเชิงน่ะสิ"
"พี่สึงุรุหยั่งเชิง...?"
พอโทโกะถามกลับ ซาจิโกะโอเน่ซามะก็ยิ้มให้กับท้องฟ้า
"สึงุรุซังคงแค่อยากพิสูจน์ให้แน่ใจเฉยๆ ล่ะมั้งว่าฉันรู้เรื่องนี้รึเปล่า เขาถามฉันว่าจำเรื่องตอนโทโกะจังเกิดได้มั้ย"
"แล้วซาจิโกะโอเน่ซามะตอบไปยังไงคะ"
"ตอบไปว่าจำไม่ได้ ก็มันเรื่องจริงนี่นา จะให้ตอบอย่างอื่นมากกว่านี้ได้อีกเหรอ"
เรื่องราวดูสมจริงมากเกินกว่าจะเป็นคำโกหกเอาตัวรอดเฉพาะหน้า แถมพี่สึงุรุยังเป็นคนที่ชอบถามอะไรหยั่งเชิงบ่อยๆ ด้วย
"ไม่จริงน่า แล้วใครกันเนี่ย"
พี่สึงุรุไม่ได้บอกยูมิซามะแน่นอน ดูจากท่าทางที่ได้เจอกันเมื่อวานก็รู้แล้ว
"จะดูถูกกันมากไปหน่อยแล้วนะ"
ซาจิโกะโอเน่ซามะพูดเบาๆ
"ขอโทษด้วยค่ะ"
โทโกะรู้สึกผิดอย่างที่สุด สรุปว่าการที่คิดว่าซาจิโกะโอเน่ซามะเป็นผู้เผยความลับเรื่องชาติกำเนิดของโทโกะให้ยูมิซามะได้รู้นั้น เป็นเรื่องเข้าใจผิดทั้งหมด
"ไม่ใช่ฉันซะหน่อย ยูมิต่างหากล่ะ"
เสียงที่กระซิบมา ช่างฟังดูเย็นชาเหลือเกิน
"ฉันไม่รู้หรอกว่าเกิดอะไรขึ้นระหว่างเธอกับยูมิ แต่ยูมิไม่มีทางรู้ปัญหาทางบ้านของโทโกะจังหรอก และถึงจะบังเอิญรู้เข้า แต่ยูมิไม่ใช่คนที่จะประเมินค่าโทโกะจังด้วยเรื่องแบบนั้นแน่ ฉันที่เป็นพี่สาวรู้เรื่องนี้ดีที่สุด"
ไม่มีอะไรจะเถียงกลับ ไม่สิ คิดอะไรไม่ออกเลยมากกว่า โทโกะยืนนิ่งโดยไม่อาจสรรหาคำใดๆ พูดออกไปได้ ซาจิโกะโอเน่ซามะมองตาโทโกะอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะบ่ายสายตาออกไปมองที่อื่น ไม่รู้ว่าเพราะไม่อยากเห็นโทโกะอีกต่อไปแล้ว หรือแค่มองเงาสะท้อนของตัวเองในหน้าต่างอาคารเรียนเท่านั้น
ในที่สุดซาจิโกะโอเน่ซามะก็ขยับริมฝีปากพูดออกมา
"แต่พอเห็นสภาพยูมิที่วันๆ เอาแต่คิดถึงเธอ ฉันก็ชักจะสงสารขึ้นมาซะแล้วสิ"
โทโกะไม่อาจทานรับความหนักอึ้งของคำพูดนั้นเอาไว้ได้ จนทรุดตัวลงไปคุกเข่ากับพื้นสนามหญ้า
ถ้าทั้งหมดเป็นการเข้าใจผิด แล้วจะเป็นยังไงต่อไปล่ะ
คำพูดหลายต่อหลายคำที่ตนได้ตะคอกใส่ยูมิซามะเมื่อกี้ ต้องทำเช่นไรกันจึงจะนำมันกลับคืนมาได้
โทโกะมองเห็นรองเท้าแตะของซาจิโกะโอเน่ซามะก้าวผ่านทางด้านข้าง เสียงกรอบแกรบของหญ้าแห้งยามฤดูหนาว ฟังดูเหมือนเสียงลมจากที่ไหนสักแห่ง ซาจิโกะโอเน่ซามะเดินเข้าอาคารเรียนไปแล้ว มันเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้านหลังจึงไม่สามารถยืนยันให้เห็นด้วยตา เพียงแค่รู้สึกถึงมันได้
โทโกะที่ถูกทิ้งให้อยู่เพียงลำพังยังคงนั่งคุกเข่าอยู่กลางสนาม ไม่แปลกหรอกที่ซาจิโกะโอเน่ซามะจะโกรธ เพราะเจ้าตัวคงคิดว่าตนได้หยามศักดิ์ศรีของโอเน่ซามะกับยูมิซามะแน่ๆ
ถึงอย่างนั้นก็ไม่กล้าเอ่ยปากขอให้อยู่ด้วยกันอยู่ดี แต่ตอนนี้โทโกะรู้สึกเป็นทุกข์เหลือเกินที่ต้องอยู่ตัวคนเดียว อยากให้ใครสักคนมาอยู่เคียงข้าง ใครก็ได้ พอเหลือตัวคนเดียวแล้ว ไม่รู้ว่าตัวเองควรจะทำยังไงต่อไปดี
"1 , 2 , 3...."
ยังไงก็ตามตอนนี้ลองนับเลขดูก่อนดีกว่า มันคือเครื่องรางนำโชคสำหรับสงบอารมณ์ที่ยูมิซามะได้สอนให้
"11 , 12"
พอนับถึง 100 แล้ว จะใจเย็นลงได้รึปล่านะ
ไม่รู้เหมือนกัน ฉะนั้นลองนับไปก่อน
พอถึงเวลาที่นับจนครบ 100 และยักษ์ตัวนี้ได้ลืมตาขึ้น ในตอนนั้นอาจไม่เหลือใครให้ค้นหาแล้วก็ได้
(ระหว่างนั้นทุกคนจะพากันเหนื่อย จนไม่มีใครไล่ตามเธอมาอีกเลยนะ)
คำพูดของพี่สึงุรุคอยก่อกวนการนับเลข
หากมัวระแวงกับทุกสิ่งรอบข้าง และหันคมดาบใส่คนโน้นคนนี้ไปทั่ว สุดท้ายอาจไม่เหลือใครคอยอยู่เป็นเพื่อนแล้วจริงๆ
"38 , 39..."
ในตอนนี้โทโกะโดดเดี่ยว
ไม่ว่าใครในโลกนี้ต่างก็เกิดมาตัวคนเดียว เพราะอย่างนั้นจึงเชื่อมาตลอดว่าคนเราก็ต้องใช้ชีวิตอยู่ได้ด้วยตัวคนเดียวเหมือนกัน เกิดมาได้ไม่ทันไร พ่อกับแม่บุญธรรมก็รับไปเลี้ยง ถึงกระนั้นยังเติบโตมาได้จนขนาดนี้ จึงเชื่อว่ามนุษย์อาจทรหดกว่าที่คิด
"45"
แต่ที่จริงอาจเป็นสิ่งมีชีวิตที่อ่อนแอมากก็เป็นได้ ขณะตัดสะบั้นสายสัมพันธ์ที่เชื่อมเข้ามาด้วยมือตัวเอง ก็เริ่มรู้สึกเหงามากขึ้นมากขึ้นทุกที
พี่สึงุรุพูดถูกแล้วล่ะ
ปากบอกไม่เชื่อแต่ใจจริงนั้นอยากเชื่อ พอมีคนตามมาก็หนีขึ้นไปบนที่สูง ถ้าหากต้องอยู่ตัวคนเดียวในที่สุดก็นับว่าสมควรแล้ว
"56"
ยามที่ลืมตาขึ้นมา แม้เพื่อนที่เคยเล่นด้วยกันจะพากันหายหน้าไปหมด แต่ก็ไม่อาจบ่นกับใครได้
"64"
ถึงอย่างนั้น ถ้ายังไม่นับจนจบก็ไม่รู้หรอก ทุกคนจะหายไปกันหมดจริงหรือไม่ก็ยังไม่รู้จนกว่าจะลืมตา
"70"
นับไปไกลเท่าไหร่ โทโกะยิ่งกลัวที่จะนับมากขึ้นเท่านั้น ถ้านับจนครบ 100 แล้วจะต้องลืมตาขึ้น ยามเปิดตาออก โทโกะต้องพบว่าตัวเองถูกทิ้งอยู่เพียงลำพังกลางสนามในโรงเรียนเป็นแน่
กลัวที่ต้องนับ
แต่ทว่าเมื่อเริ่มนับมาแล้ว ก็ต้องนับจนจบให้ถึง 100
"81"
ในตอนนั้นเองมีอะไรบางอย่างแตะไหล่ของโทโกะ ไออุ่นๆ พอรู้ว่านี่คือมือของมนุษย์แล้วโทโกะจึงเผลอลืมตาขึ้นดู
"อ๊ะ ขอโทษที"
เจ้าของมือนั้นคือคนที่ไม่คาดฝันว่าจะอยู่ที่นี่ได้
"ตอนแรกฉันก็ไม่กล้าเข้ามากวนหรอก แต่ไม้รู้เธอจะนับไปจนถึงเมื่อไหร่เลยเผลอทักจนได้...แล้วทำอะไรอยู่เนี่ย?"
ผู้ที่มอบรอยยิ้มอันใสซื่อนั้นมาให้ก็คือ

โนริโกะ
"ทำไม"
ไม่ได้กลับไปนานแล้วเหรอไง เห็นรีบร้อนออกจากโรงเรียนเพื่อจะกลับไปดูรายการพระพุทธรูปนี่นา
"พอแยกกับโทโกะแล้วมันอดนึกถึงขึ้นมาไม่ได้น่ะ จริงๆ ฉันขึ้นรถเมล์ไปแล้วแหละ แต่ลงที่จุดหยุดรถป้ายที่ 2 แล้วย้อนกลับมา เพราะสงสัยว่าโทโกะอาจมีอะไรอยากพูดกับฉัน"
"แล้วรายการทีวีล่ะ?"
พอมองนาฬิกา ตอนนี้เป็นเวลาบ่ายสองโมงกับห้านาที จะทำยังไงก็กลับไปไม่ทันแล้ว
"ทีวีน่ะช่างมันเถอะ"
โนริโกะพูดอย่างแจ่มใส
"โทโกะย่อมสำคัญกว่าอยู่แล้ว"
โทโกะแตะมือของเพื่อนที่ยิ้มให้หลังพูดจบอย่างช้าๆ
"โนริโกะ..."
"เอ๊ะ?"
"โนริโกะ! โนริโกะ! โนริโกะ! โนริโกะ!"
ปากเอาแต่พร่ำร้องเรียกชื่อพร้อมกับกุมมือเอาไว้แน่น พอมั่นใจแน่ๆ แล้วว่านี่ไม่ใช่ภาพลวงตาก็รู้สึกโล่งใจน้ำตาไหลพรั่งพรูออกมา
"ม-มันเกิดอะไรขึ้นกันเนี่ย"
โนริโกะงงจนทำอะไรไม่ถูก หากมองจากมุมมองของเธอแล้ว ก็เพียงแค่ทักเพื่อนที่นั่งคุดคู้นับเลขราวกับบ่นพึมพำอะไรอยู่คนเดียวกลางสนามเท่านั้น เมื่ออยู่ๆ เพื่อนเกิดร้องไห้ออกมาก็คงไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร
โทโกะรู้สึกซาบซึ้งในตัวพระแม่มาเรียเป็นอย่างยิ่ง ขอบคุณมากค่ะที่พาตัวโนริโกะกลับมาให้
"โทโกะนี่น้า"
โนริโกะกุมมือของโทโกะกลับอย่างประหลาดใจ โทโกะเองก็ใส่แรงลงไปในนั้นไม่แพ้กัน
ใช่แล้ว จะปล่อยมือนี้ไปไม่ได้เด็ดขาด
โนริโกะคือความหวัง
ตราบที่ยังมีมือนี้อยู่ โทโกะเชื่อว่าตนจะสามารถตะเกียกตะกายออกมาจากห้วงลึกแห่งความสิ้นหวังได้
เพราะว่ามันยังสามารถทำให้ตนเชื่อมั่นแบบนี้ได้ยังไงล่ะ
สายลมเย็นๆ ได้ส่งเสียงเหมือนผิวปากว่า
ไม่เป็นไรหรอก
อาจแก้ตัวใหม่จากตรงนี้ได้
อื้อ นั่นสินะ
ตอนที่ยืมมือของเพื่อนเพื่อยืนขึ้น กระเป๋ากระโปรงด้านขวาของโทโกะได้ส่งเสียงดังแซ่กออกมา
<<Part 1 || Part 2 || Part 3>>
อา เสร็จแล้ว อ่านแล้วคิดว่าทุกคนคงอยากดูบทนี้เป็นอนิเมแน่ๆ รับรองค่ะว่ามันไม่หั่นทิ้งแน่นอน แต่อาจตัดบางส่วนไปบ้าง เพราะนี่ถือเป็นจุดพลิกผันสำคัญ
ความประทับใจของเรา
- ด้วยเนื้อเรื่องที่มันเข้มข้นอยู่แล้ว บรรยายผ่านมุมมองแรงๆ สุดโต่งของโทโกะเลยรู้สึกว่าอ่านแล้วสนุกมากกกกกกกกกกกก
- "ในกระเป๋า" ที่เป็นชื่อตอน คงรู้แล้วนะคะว่าคืออะไร (หรือยังไม่รู้กันอีก? ก็หมายถึงข่าวล่าการ์ดวาเลนไทน์ไง)
- มอบตำแหน่งไนท์พิทักษ์โทโกะให้โนริโกะไปเลย ประทับใจมาก (ในตอน Soeur Audition ที่คุณพี่เรียกโทโกะมาตบเกรียนเบาะๆ ในโนเวลคุณพี่จะแซวโนริโกะด้วยค่ะว่าเหมือนเป็นไนท์ของโทโกะ ก็เหมือนจริงๆ)
- ในตอนนี้โทโกะคงเหงาสุดๆ แล้วจริงๆ แหละ เพราะกับโนริโกะ คานาโกะ แล้วก็เพื่อนในห้องเนี่ยเริ่มห่างเหินกันตั้งแต่ตอนเลือกตั้งบาระซามะแล้ว แถมเล่มนี้ก็ยังเกรียนแตกใส่ทั้งนังคาชิวากิ ยูมิ เจ๊ซัจจี้ ไม่เหลือใครเลย ตอนที่โทโกะเรียกแค่ "โนริโกะ" อย่างเดียวโดยไม่มีซังนี่มันรู้สึกบาดจริงๆ
- จากพาร์ทแรกที่โทโกะเห็นยูมิครั้งแรกแล้วรู้สึกกลัว ไม่อยากเข้าใกล้ รู้สึกจะมีบอกในเล่มถัดไป Crisscross ตอนล่าการ์ดวาเลนไทน์ค่ะ คุณพี่เรียกโทโกะมาคุยเปิดใจอีกหนก่อนแข่งหาการ์ด จะพูดทำนองว่าเพราะยูมิเป็นกระจกหรืออะไรนี่แหละ (ลืมและ) ขอบอกว่าตอนหาการ์ดสนุกโคตรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรค่ะ คุณพี่มาเมพโคตร เหนือเมฆแสร่ดๆ (บางคนเราคงเคยบอก หรืออาจเคยเห็นที่เราพิมพ์ไว้แล้ว แต่ไม่บอกซ้ำละกัน ใครไม่รู้ไว้รอดูเอง) แถมยูมิมันซ่อนการ์ดได้สุดตรีนมากๆ
- ที่มีบทบรรยายว่าเหมือนเจ๊ซัจจี้ชำเลืองมองอย่างอื่นหลังตบเกรียนโทโกะ ก็คือมองโนริโกะนั่นเองค่ะ ^^ ให้โนริโกะไปปลอบใจ (โนริโกะจะเล่าในเล่ม Crisscross ประมาณว่ามาเห็นเอาตอนโทโกะหมอบกระแตไปแล้ว และเจ๊ซัจจี้ทำหน้าโกรธโคตรๆ โนริโกะก็ไม่รู้ว่าสองคนนี้คุยเรื่องอะไรกัน แต่มั่นใจว่าเป็นเรื่องยูมิแน่ เพราะทั้งคู่ต่างก็เลิฟเลิฟยูมิ มีแค่เรื่องยูมินี่แหละที่ทำให้บรรยากาศมาคุได้ถึงเพียงนี้)
