Page 3 of 6

PostPosted: Tue Feb 17, 2009 8:20 pm
by DarkNeon
Ookina Tobira, Chiisana Kagi

Part 2 : Heart no Kagiana (ช่องกุญแจในหัวใจ)

Chapter : Pocket no Naka (ในกระเป๋า) #จบ



<<Part 1 || Part 2 || Part 3>>


ผลจากการนับ 1-100 ในสถานที่แห่งนั้น ทำให้รู้สึกว่าตัวเองเรียกความใจเย็นกลับคืนมาได้นิดหน่อย

นิดหน่อย

ถึงแม้เลือดที่พุ่งขึ้นในสมองจะค่อยไหลกลับไปอย่างช้าๆ เมื่อเวลาล่วงเลย ทว่าความผิดหวัง ความสิ้นหวัง ความโกรธเกรี้ยว และความโศกเศร้าที่ถาโถมเข้ามาราวคลื่นซัดสาดไม่ได้หายตามไปด้วย

สิ่งที่เกลียดที่สุดก็คือ การที่มีคนอื่นมาสงสาร

เพราะฉะนั้นจึงไม่อาจให้อภัยกับความคิดที่อยากให้เป็นน้องสาวเพราะสงสารได้ คาดไม่ถึงเลยว่าคนที่ไม่เข้าใจเรื่องนั้นกล้าเสนอหน้าที่จะมาเป็นโอเน่ซามะ การนับ 1-100 จบลงไปแล้ว แต่โทโกะยังคงยืนนิ่งหยุดอยู่ตรงนั้น ณ ที่เดิม

โทโกะมองไปยังประตูโรงเรียนที่ยูมิซามะน่าจะเพิ่งผ่านไป และเห็นนักศึกษามหาวิทยาลัยกลุ่มหนึ่งเดินอยู่หน้าประตู

จะเดินตามหลังคนพวกนั้นไปดีมั้ยนะ จากนั้นก็เดินออกทางประตู ขึ้นรถเมล์ ขึ้นรถไฟ แล้วกลับบ้านดีรึเปล่า

แต่ถึงจะกลับบ้าน ก็ไม่สามารถควบคุมความรู้สึกด้านมืดไร้ที่ไปในตอนนี้ได้อยู่ดี หรือต้องนอนคลุมโปงไป ร้องไห้ไปแล้วตัดใจว่าเรื่องแบบนี้มันก็เกิดขึ้นได้เพียงเท่านั้น?

ไม่ได้หรอก โทโกะคิดแล้วหันหลังกลับไปยังอาคารเรียน ขืนปล่อยไว้แบบนี้ต่อไปคงไม่มีวันสงบสติอารมณ์ได้แน่ ถึงมันจะไม่ช่วยแก้สถานการณ์อะไร แต่ก็อดไม่ได้ที่จะพูดออกไปสักคำ

(ยังอยู่รึเปล่านะ)

มองนาฬิกา ตอนนี้เป็นเวลาบ่ายโมงครึ่ง

ป่านนี้อาจจะกลับไปนานแล้วก็ได้ แต่ถึงอย่างนั้นก็กลับไปโดยไม่พิสูจน์อะไรเลยไม่ได้อยู่ดี โทโกะชักเท้ากลับมา เดินไปตามทางที่เดินมากับยูมิซามะเมื่อกี้นี้ในทิศตรงข้ามตามลำพัง แม้จะสวนกับนักเรียนที่น่าจะอยู่ปี 3 หลายต่อหลายคนกลางทาง แต่ก็ไม่ใช่คนที่ตามหาอยู่

โทโกะเดินมาจนถึงที่วางรองเท้าของนักเรียนปี 3 และลองเปิดประตูล็อกเกอร์ดู ปรากฏว่ารองเท้าสำหรับสวมเดินออกข้างนอกยังคงอยู่ในนั้น เป็นหลักฐานว่าผู้เป็นเจ้าของยังคงอยู่ภายในโรงเรียน

(โนริโกะบอกว่าวันนี้ไม่มีนัดรวมตัวที่เรือนกุหลาบ)

โทโกะมุ่งหน้าต่อไปยังห้องเรียนของชั้นปี 3 ยังได้ยินเสียงพูดคุยแว่วๆ มาจากห้องสน ปี 3 ดูท่าว่าจะยังมีนักเรียนอยู่

"ขออนุญาตค่ะ"

โทโกะเปิดประตูอย่างแรงไม่รอคำขานหลังเคาะแต่อย่างใด

จำนวนนักเรียนที่หันมามองมีทั้งหมด 5 คน รวมทั้งคนๆ นั้นด้วย

"โทโกะจัง..."

พอได้เห็นนักเรียนรุ่นน้องยืนแข็งทื่อไม่ขยับตัวเลยราวกับของเล่นถ่านหมดนับตั้งแต่ประตูได้เปิดออก นักเรียนปี 3 ที่อยู่ข้างในต่างพากันส่งเสียงเซ็งแซ่ว่าเกิดอะไรขึ้น และในจำนวนนั้นก็มีนักเรียนคนนึงที่ลุกออกมายืนอยู่ตรงหน้าโทโกะ

โอกาซาวาระ ซาจิโกะซามะ

"มีธุระอะไรเหรอ"

"มีเรื่องอยากคุยด้วยหน่อยค่ะ"

ได้ยินเพียงแค่นี้ ซาจิโกะโอเน่ซามะก็พยักหน้าราวกับดูออกว่าเรื่องอะไร หลังกลับไปเก็บข้าวของในวงล้อมนักเรียนแล้วก็ออกมาจากห้องเรียนพร้อมกับเอ่ยคำลาเพื่อนในห้อง

"ถ้างั้นฉันขอตัวก่อนนะ"

"จ้ะ โชคดี"

"ขอบใจมากเลยที่ช่วย"

เพื่อนร่วมห้องของซาจิโกะโอเน่ซามะพากันมอบคำอำลาให้คนละคำสองคำ

"จะดีเหรอคะ"

โทโกะถามอย่างเป็นกังวลว่าจะดีหรือที่ปลีกตัวออกมาง่ายๆ เช่นนี้ เพราะเห็นมีเอกสารวางบนโต๊ะเหมือนกำลังทำงานอะไรสักอย่าง

"จ้ะ พอดีว่าจัดเวรประจำวันกันอยู่โดยไม่นับพวกนักเรียนเตรียมสอบน่ะ แต่เสร็จเรียบร้อยแล้วเลยนั่งคุยเล่นกันเฉยๆ"

ซาจิโกะโอเน่ซามะพูดพลางสะพายกระเป๋าบนไหล่ และติดกระดุมเสื้อโค้ท

"ฉันไม่รู้เหมือนกันว่าเธออยากคุยอะไรด้วย แต่ไม่ใช่ที่นี่จะดีกว่าใช่มั้ยล่ะ?"

โทโกะก้มหัวให้เล็กน้อย

ระเบียงทางเดินยามฤดูหนาวหลังนักเรียนส่วนใหญ่กลับบ้านไปแล้ว เสียงจะก้องกว่าที่คิดมาก แต่จะกลับไปคุยที่ห้องสน ปี 3 ก็ไม่ได้อีก เพราะชั้นเรียนพิเศษมักจะล็อกกุญแจไว้หรือไม่ก็มีคนใช้อยู่

ทั้งคู่ออกมาที่สนามกลางโรงเรียน

อากาศในตอนนี้หนาวเย็นก็จริง แต่เพราะใส่โค้ทอยู่จึงทำให้ทนได้บ้าง และที่สำคัญเสียงพูดคุยจะไม่สะท้อนกับผนัง หน้าต่างหรือเพดานจนดังก้องไปทั่ว ไม่ต้องห่วงว่าใครจะมาได้ยิน บทสนทนาที่ได้คุยในที่นี้ สายลมคงจะดูดกลืนมันและหอบไปจนถึงท้องฟ้าแน่

"พูดกับยูมิซามะไปเหรอคะ"

โทโกะถามเรื่องนั้นก่อนเป็นอย่างแรก

"เรื่องอะไร?"

ซาจิโกะโอเน่ซามะถามกลับมาด้วยความสงสัย แต่โทโกะพูดต่อไปโดยไม่สนใจ

"ซาจิโกะโอเน่ซามะเคยบอกใช่มั้ยคะว่า จะไม่เข้าไปก้าวก่ายอะไรกับเรื่องน้องสาวของยูมิซามะ"

"ถ้าจำไม่ผิด เหมือนจะพูดไปล่ะมั้ง"

ซาจิโกะโอเน่ซามะหรี่ตาลง พลางปล่อยผมยาวสลวยให้ปลิวสยายไปตามลม

"แล้วตกลงเธอคิดว่าฉันพูดเรื่องอะไรกับยูมิไปล่ะ"

ซาจิโกะโอเน่ซามะถามเบาๆ เหมือนกับนึกอะไรไม่ออก

"นั่นน่ะ"

คำพูดจุกที่อยู่ที่ลำคอของโทโกะ ต่อให้มันเป็นเรื่องของตัวเองก็ตามที แต่รู้สึกว่ามันพูดออกไปได้ยากเย็นเหลือเกิน

"พูดมาให้ชัดๆ สิ เห็นเธอทำสีหน้าไม่ค่อยดีมาหาอย่างกับจะมาบ่นฉันยังไงอย่างงั้นแหละ วันๆ ฉันพูดคุยกับยูมิตั้งหลายเรื่อง ถ้าไม่บอกว่าอะไรที่ทำให้เธอไม่พอใจ ฉันจะไปรู้ได้ยังไง"

ในเมื่อพูดถึงขนาดนี้แล้วก็ไม่มีทางเลือก โทโกะตัดสินในแน่วแน่เปิดปากพูดออกไป

"เรื่องเกี่ยวกับชาติกำเนิดของฉันไงคะ"

"ชาติกำเนิด?"

สีหน้าของซาจิโกะโอเน่ซามะเปลี่ยนไปชั่วขณะหนึ่ง มันคือสีหน้าที่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่านึกอะไรบางอย่างออก

"เห็นมั้ยล่ะคะ ก็จำได้นี่"

โทโกะแน่ใจ การที่ซาจิโกะโอเน่ซามะไม่ตอบกลับมาก็แปลว่ายอมรับแล้วอย่างแน่นอน

"แล้วบอกยูมิซามะไปตอนไหนล่ะคะ?"

ก่อนวันคริสต์มาส หรือว่าก่อนหน้านั้นอีก มาถึงตอนนี้แล้วคงไม่อาจเปลี่ยนแปลงอะไรๆ ได้ แต่ถึงอย่างไรโทโกะก็ยังอยากรู้อยู่ดี

ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่มีความสงสารเข้ามาเจือปนในสายตาที่ยูมิซามะมองตัวเอง สำหรับโทโกะแล้วนี่ถือเป็นประเด็นใหญ่ที่สุด

แต่ซาจิโกะโอเน่ซามะไม่ได้กล่าวถึงเรื่องนั้นเลยแม้แต่นิดเดียว แุถมกลับถามซ้ำอีกหนด้วย

"ฉันเคยพูดเรื่องเกี่ยวกับชาติกำเนิดของโทโกะจังให้ยูมิฟังด้วยเหรอ?"

จนถึงขั้นนี้แล้วยังทำเป็นไม่รู้เรื่อง โทโกะจึงระเบิดคำพูดออกไปอย่างหัวเสีย

"อย่ามาแกล้งโง่ไปหน่อยเลย ก็เรื่องที่ฉันไม่ใช่ลูกแท้ๆ ของบ้านมัตสึไดระไงคะ!"

เมื่อได้ยินคำพูดนั้น สีหน้าของซาจิโกะโอเน่ซามะแข็งทื่อ โทโกะรู้จักดี นี่คืออารมณ์ที่เรียกกันว่า "ตกใจ"

"โทโกะจัง...ไม่ใช่ลูกของพวกคุณอามัตสึไดระเหรอ?"

ดวงตาสีดำขลับมองคืนกลับมาโดยไม่มีแม้แต่การกะพริบตา โทโกะยืนตั้งท่าพร้อม

"ไม่จริงน่า"

"ฉันเพิ่งได้ยินครั้งแรกนี่แหละ"

"โกหก"

ใครจะไปเชื่อว่าซาจิโกะโอเน่ซามะจะไม่รู้เรื่องนี้ ขนาดพวกเด็กจากบ้านไซออนจิหรืออายาโนะโคจิยังรู้มาตั้งแต่เมื่อ 3 ปีก่อนแล้ว เพราะเหตุใดลูกสาวผู้เป็นทายาทของตระกูลโอกาซาวาระซึ่งมีอิทธิพลมากที่สุดในวงญาติ และยังอาศัยอยู่ในโตเกียวเหมือนกัน กลับไม่รู้เรื่องได้จนกระทั่งอายุขนาดนี้

แต่ว่าเมื่อกี้โทโกะเองก็รู้สึก ซาจิโกะโอเน่ซามะตกใจคำพูดของโทโกะ และไม่คิดว่านั่นจะเป็นการแสดงด้วย

"แล้วทำไมเมื่อกี้ถึงทำหน้าเหมือนนึกอะไรออกล่ะคะ"

บอกว่าเพิ่งได้ยินแต่ทำหน้าเหมือนรู้อยู่ก่อนแล้ว ไม่แปลกไปหน่อยเหรอไง

"ฉันแค่นึกออกว่าเหมือนสึงุรุซังเขาเคยถามแบบหยั่งเชิงน่ะสิ"

"พี่สึงุรุหยั่งเชิง...?"

พอโทโกะถามกลับ ซาจิโกะโอเน่ซามะก็ยิ้มให้กับท้องฟ้า

"สึงุรุซังคงแค่อยากพิสูจน์ให้แน่ใจเฉยๆ ล่ะมั้งว่าฉันรู้เรื่องนี้รึเปล่า เขาถามฉันว่าจำเรื่องตอนโทโกะจังเกิดได้มั้ย"

"แล้วซาจิโกะโอเน่ซามะตอบไปยังไงคะ"

"ตอบไปว่าจำไม่ได้ ก็มันเรื่องจริงนี่นา จะให้ตอบอย่างอื่นมากกว่านี้ได้อีกเหรอ"

เรื่องราวดูสมจริงมากเกินกว่าจะเป็นคำโกหกเอาตัวรอดเฉพาะหน้า แถมพี่สึงุรุยังเป็นคนที่ชอบถามอะไรหยั่งเชิงบ่อยๆ ด้วย

"ไม่จริงน่า แล้วใครกันเนี่ย"

พี่สึงุรุไม่ได้บอกยูมิซามะแน่นอน ดูจากท่าทางที่ได้เจอกันเมื่อวานก็รู้แล้ว

"จะดูถูกกันมากไปหน่อยแล้วนะ"

ซาจิโกะโอเน่ซามะพูดเบาๆ

"ขอโทษด้วยค่ะ"

โทโกะรู้สึกผิดอย่างที่สุด สรุปว่าการที่คิดว่าซาจิโกะโอเน่ซามะเป็นผู้เผยความลับเรื่องชาติกำเนิดของโทโกะให้ยูมิซามะได้รู้นั้น เป็นเรื่องเข้าใจผิดทั้งหมด

"ไม่ใช่ฉันซะหน่อย ยูมิต่างหากล่ะ"

เสียงที่กระซิบมา ช่างฟังดูเย็นชาเหลือเกิน

"ฉันไม่รู้หรอกว่าเกิดอะไรขึ้นระหว่างเธอกับยูมิ แต่ยูมิไม่มีทางรู้ปัญหาทางบ้านของโทโกะจังหรอก และถึงจะบังเอิญรู้เข้า แต่ยูมิไม่ใช่คนที่จะประเมินค่าโทโกะจังด้วยเรื่องแบบนั้นแน่ ฉันที่เป็นพี่สาวรู้เรื่องนี้ดีที่สุด"

ไม่มีอะไรจะเถียงกลับ ไม่สิ คิดอะไรไม่ออกเลยมากกว่า โทโกะยืนนิ่งโดยไม่อาจสรรหาคำใดๆ พูดออกไปได้ ซาจิโกะโอเน่ซามะมองตาโทโกะอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะบ่ายสายตาออกไปมองที่อื่น ไม่รู้ว่าเพราะไม่อยากเห็นโทโกะอีกต่อไปแล้ว หรือแค่มองเงาสะท้อนของตัวเองในหน้าต่างอาคารเรียนเท่านั้น

ในที่สุดซาจิโกะโอเน่ซามะก็ขยับริมฝีปากพูดออกมา

"แต่พอเห็นสภาพยูมิที่วันๆ เอาแต่คิดถึงเธอ ฉันก็ชักจะสงสารขึ้นมาซะแล้วสิ"

โทโกะไม่อาจทานรับความหนักอึ้งของคำพูดนั้นเอาไว้ได้ จนทรุดตัวลงไปคุกเข่ากับพื้นสนามหญ้า

ถ้าทั้งหมดเป็นการเข้าใจผิด แล้วจะเป็นยังไงต่อไปล่ะ

คำพูดหลายต่อหลายคำที่ตนได้ตะคอกใส่ยูมิซามะเมื่อกี้ ต้องทำเช่นไรกันจึงจะนำมันกลับคืนมาได้

โทโกะมองเห็นรองเท้าแตะของซาจิโกะโอเน่ซามะก้าวผ่านทางด้านข้าง เสียงกรอบแกรบของหญ้าแห้งยามฤดูหนาว ฟังดูเหมือนเสียงลมจากที่ไหนสักแห่ง ซาจิโกะโอเน่ซามะเดินเข้าอาคารเรียนไปแล้ว มันเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้านหลังจึงไม่สามารถยืนยันให้เห็นด้วยตา เพียงแค่รู้สึกถึงมันได้

โทโกะที่ถูกทิ้งให้อยู่เพียงลำพังยังคงนั่งคุกเข่าอยู่กลางสนาม ไม่แปลกหรอกที่ซาจิโกะโอเน่ซามะจะโกรธ เพราะเจ้าตัวคงคิดว่าตนได้หยามศักดิ์ศรีของโอเน่ซามะกับยูมิซามะแน่ๆ

ถึงอย่างนั้นก็ไม่กล้าเอ่ยปากขอให้อยู่ด้วยกันอยู่ดี แต่ตอนนี้โทโกะรู้สึกเป็นทุกข์เหลือเกินที่ต้องอยู่ตัวคนเดียว อยากให้ใครสักคนมาอยู่เคียงข้าง ใครก็ได้ พอเหลือตัวคนเดียวแล้ว ไม่รู้ว่าตัวเองควรจะทำยังไงต่อไปดี

"1 , 2 , 3...."

ยังไงก็ตามตอนนี้ลองนับเลขดูก่อนดีกว่า มันคือเครื่องรางนำโชคสำหรับสงบอารมณ์ที่ยูมิซามะได้สอนให้

"11 , 12"

พอนับถึง 100 แล้ว จะใจเย็นลงได้รึปล่านะ

ไม่รู้เหมือนกัน ฉะนั้นลองนับไปก่อน

พอถึงเวลาที่นับจนครบ 100 และยักษ์ตัวนี้ได้ลืมตาขึ้น ในตอนนั้นอาจไม่เหลือใครให้ค้นหาแล้วก็ได้

(ระหว่างนั้นทุกคนจะพากันเหนื่อย จนไม่มีใครไล่ตามเธอมาอีกเลยนะ)

คำพูดของพี่สึงุรุคอยก่อกวนการนับเลข

หากมัวระแวงกับทุกสิ่งรอบข้าง และหันคมดาบใส่คนโน้นคนนี้ไปทั่ว สุดท้ายอาจไม่เหลือใครคอยอยู่เป็นเพื่อนแล้วจริงๆ

"38 , 39..."

ในตอนนี้โทโกะโดดเดี่ยว

ไม่ว่าใครในโลกนี้ต่างก็เกิดมาตัวคนเดียว เพราะอย่างนั้นจึงเชื่อมาตลอดว่าคนเราก็ต้องใช้ชีวิตอยู่ได้ด้วยตัวคนเดียวเหมือนกัน เกิดมาได้ไม่ทันไร พ่อกับแม่บุญธรรมก็รับไปเลี้ยง ถึงกระนั้นยังเติบโตมาได้จนขนาดนี้ จึงเชื่อว่ามนุษย์อาจทรหดกว่าที่คิด

"45"

แต่ที่จริงอาจเป็นสิ่งมีชีวิตที่อ่อนแอมากก็เป็นได้ ขณะตัดสะบั้นสายสัมพันธ์ที่เชื่อมเข้ามาด้วยมือตัวเอง ก็เริ่มรู้สึกเหงามากขึ้นมากขึ้นทุกที

พี่สึงุรุพูดถูกแล้วล่ะ

ปากบอกไม่เชื่อแต่ใจจริงนั้นอยากเชื่อ พอมีคนตามมาก็หนีขึ้นไปบนที่สูง ถ้าหากต้องอยู่ตัวคนเดียวในที่สุดก็นับว่าสมควรแล้ว

"56"

ยามที่ลืมตาขึ้นมา แม้เพื่อนที่เคยเล่นด้วยกันจะพากันหายหน้าไปหมด แต่ก็ไม่อาจบ่นกับใครได้

"64"

ถึงอย่างนั้น ถ้ายังไม่นับจนจบก็ไม่รู้หรอก ทุกคนจะหายไปกันหมดจริงหรือไม่ก็ยังไม่รู้จนกว่าจะลืมตา

"70"

นับไปไกลเท่าไหร่ โทโกะยิ่งกลัวที่จะนับมากขึ้นเท่านั้น ถ้านับจนครบ 100 แล้วจะต้องลืมตาขึ้น ยามเปิดตาออก โทโกะต้องพบว่าตัวเองถูกทิ้งอยู่เพียงลำพังกลางสนามในโรงเรียนเป็นแน่

กลัวที่ต้องนับ

แต่ทว่าเมื่อเริ่มนับมาแล้ว ก็ต้องนับจนจบให้ถึง 100

"81"

ในตอนนั้นเองมีอะไรบางอย่างแตะไหล่ของโทโกะ ไออุ่นๆ พอรู้ว่านี่คือมือของมนุษย์แล้วโทโกะจึงเผลอลืมตาขึ้นดู

"อ๊ะ ขอโทษที"

เจ้าของมือนั้นคือคนที่ไม่คาดฝันว่าจะอยู่ที่นี่ได้

"ตอนแรกฉันก็ไม่กล้าเข้ามากวนหรอก แต่ไม้รู้เธอจะนับไปจนถึงเมื่อไหร่เลยเผลอทักจนได้...แล้วทำอะไรอยู่เนี่ย?"

ผู้ที่มอบรอยยิ้มอันใสซื่อนั้นมาให้ก็คือ


Image


โนริโกะ

"ทำไม"

ไม่ได้กลับไปนานแล้วเหรอไง เห็นรีบร้อนออกจากโรงเรียนเพื่อจะกลับไปดูรายการพระพุทธรูปนี่นา

"พอแยกกับโทโกะแล้วมันอดนึกถึงขึ้นมาไม่ได้น่ะ จริงๆ ฉันขึ้นรถเมล์ไปแล้วแหละ แต่ลงที่จุดหยุดรถป้ายที่ 2 แล้วย้อนกลับมา เพราะสงสัยว่าโทโกะอาจมีอะไรอยากพูดกับฉัน"

"แล้วรายการทีวีล่ะ?"

พอมองนาฬิกา ตอนนี้เป็นเวลาบ่ายสองโมงกับห้านาที จะทำยังไงก็กลับไปไม่ทันแล้ว

"ทีวีน่ะช่างมันเถอะ"

โนริโกะพูดอย่างแจ่มใส

"โทโกะย่อมสำคัญกว่าอยู่แล้ว"

โทโกะแตะมือของเพื่อนที่ยิ้มให้หลังพูดจบอย่างช้าๆ

"โนริโกะ..."

"เอ๊ะ?"

"โนริโกะ! โนริโกะ! โนริโกะ! โนริโกะ!"

ปากเอาแต่พร่ำร้องเรียกชื่อพร้อมกับกุมมือเอาไว้แน่น พอมั่นใจแน่ๆ แล้วว่านี่ไม่ใช่ภาพลวงตาก็รู้สึกโล่งใจน้ำตาไหลพรั่งพรูออกมา

"ม-มันเกิดอะไรขึ้นกันเนี่ย"

โนริโกะงงจนทำอะไรไม่ถูก หากมองจากมุมมองของเธอแล้ว ก็เพียงแค่ทักเพื่อนที่นั่งคุดคู้นับเลขราวกับบ่นพึมพำอะไรอยู่คนเดียวกลางสนามเท่านั้น เมื่ออยู่ๆ เพื่อนเกิดร้องไห้ออกมาก็คงไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร

โทโกะรู้สึกซาบซึ้งในตัวพระแม่มาเรียเป็นอย่างยิ่ง ขอบคุณมากค่ะที่พาตัวโนริโกะกลับมาให้

"โทโกะนี่น้า"

โนริโกะกุมมือของโทโกะกลับอย่างประหลาดใจ โทโกะเองก็ใส่แรงลงไปในนั้นไม่แพ้กัน

ใช่แล้ว จะปล่อยมือนี้ไปไม่ได้เด็ดขาด

โนริโกะคือความหวัง

ตราบที่ยังมีมือนี้อยู่ โทโกะเชื่อว่าตนจะสามารถตะเกียกตะกายออกมาจากห้วงลึกแห่งความสิ้นหวังได้

เพราะว่ามันยังสามารถทำให้ตนเชื่อมั่นแบบนี้ได้ยังไงล่ะ

สายลมเย็นๆ ได้ส่งเสียงเหมือนผิวปากว่า

ไม่เป็นไรหรอก

อาจแก้ตัวใหม่จากตรงนี้ได้

อื้อ นั่นสินะ

ตอนที่ยืมมือของเพื่อนเพื่อยืนขึ้น กระเป๋ากระโปรงด้านขวาของโทโกะได้ส่งเสียงดังแซ่กออกมา


<<Part 1 || Part 2 || Part 3>>


อา เสร็จแล้ว อ่านแล้วคิดว่าทุกคนคงอยากดูบทนี้เป็นอนิเมแน่ๆ รับรองค่ะว่ามันไม่หั่นทิ้งแน่นอน แต่อาจตัดบางส่วนไปบ้าง เพราะนี่ถือเป็นจุดพลิกผันสำคัญ

ความประทับใจของเรา
- ด้วยเนื้อเรื่องที่มันเข้มข้นอยู่แล้ว บรรยายผ่านมุมมองแรงๆ สุดโต่งของโทโกะเลยรู้สึกว่าอ่านแล้วสนุกมากกกกกกกกกกกก
- "ในกระเป๋า" ที่เป็นชื่อตอน คงรู้แล้วนะคะว่าคืออะไร (หรือยังไม่รู้กันอีก? ก็หมายถึงข่าวล่าการ์ดวาเลนไทน์ไง)
- มอบตำแหน่งไนท์พิทักษ์โทโกะให้โนริโกะไปเลย ประทับใจมาก (ในตอน Soeur Audition ที่คุณพี่เรียกโทโกะมาตบเกรียนเบาะๆ ในโนเวลคุณพี่จะแซวโนริโกะด้วยค่ะว่าเหมือนเป็นไนท์ของโทโกะ ก็เหมือนจริงๆ)
- ในตอนนี้โทโกะคงเหงาสุดๆ แล้วจริงๆ แหละ เพราะกับโนริโกะ คานาโกะ แล้วก็เพื่อนในห้องเนี่ยเริ่มห่างเหินกันตั้งแต่ตอนเลือกตั้งบาระซามะแล้ว แถมเล่มนี้ก็ยังเกรียนแตกใส่ทั้งนังคาชิวากิ ยูมิ เจ๊ซัจจี้ ไม่เหลือใครเลย ตอนที่โทโกะเรียกแค่ "โนริโกะ" อย่างเดียวโดยไม่มีซังนี่มันรู้สึกบาดจริงๆ
- จากพาร์ทแรกที่โทโกะเห็นยูมิครั้งแรกแล้วรู้สึกกลัว ไม่อยากเข้าใกล้ รู้สึกจะมีบอกในเล่มถัดไป Crisscross ตอนล่าการ์ดวาเลนไทน์ค่ะ คุณพี่เรียกโทโกะมาคุยเปิดใจอีกหนก่อนแข่งหาการ์ด จะพูดทำนองว่าเพราะยูมิเป็นกระจกหรืออะไรนี่แหละ (ลืมและ) ขอบอกว่าตอนหาการ์ดสนุกโคตรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรค่ะ คุณพี่มาเมพโคตร เหนือเมฆแสร่ดๆ (บางคนเราคงเคยบอก หรืออาจเคยเห็นที่เราพิมพ์ไว้แล้ว แต่ไม่บอกซ้ำละกัน ใครไม่รู้ไว้รอดูเอง) แถมยูมิมันซ่อนการ์ดได้สุดตรีนมากๆ
- ที่มีบทบรรยายว่าเหมือนเจ๊ซัจจี้ชำเลืองมองอย่างอื่นหลังตบเกรียนโทโกะ ก็คือมองโนริโกะนั่นเองค่ะ ^^ ให้โนริโกะไปปลอบใจ (โนริโกะจะเล่าในเล่ม Crisscross ประมาณว่ามาเห็นเอาตอนโทโกะหมอบกระแตไปแล้ว และเจ๊ซัจจี้ทำหน้าโกรธโคตรๆ โนริโกะก็ไม่รู้ว่าสองคนนี้คุยเรื่องอะไรกัน แต่มั่นใจว่าเป็นเรื่องยูมิแน่ เพราะทั้งคู่ต่างก็เลิฟเลิฟยูมิ มีแค่เรื่องยูมินี่แหละที่ทำให้บรรยากาศมาคุได้ถึงเพียงนี้)

Re: [แปล] Marimite Main Story : ในกระเป๋า (จบบท)

PostPosted: Tue Feb 17, 2009 9:01 pm
by WuDragon
สุดยอด....
Spoiler: show
เป็นการตบเกรียนแบบผู้ดีสมกับเป็นคุณพี่จริงๆ :D พูดนิ่งๆ เรียบๆ เย็นชา แต่บาดใจน้องดริลจนเข่าอ่อน :mrgreen:
น้องดริลก็นะ เลือดร้อนขึ้นสมองจนเกรียนใส่คนอื่นเขาไปทั่ว สุดท้ายก็หน้าแตกเอง (ยูมิไม่รู้เรื่องนี้ไม่แปลก แต่เราไม่นึกว่าคุณพี่ก็ไม่รู้เรื่องนี้ด้วยเหมือนกัน)

ว่าแล้ว... น้องดริลต้องมีเบื้องหลังอะไรบางอย่างที่น่าเศร้าขั้นรุนแรงแน่ๆ บุคลิกถึงดูเหมือนเด็กมีปัญหาอย่างนี้
โนริโกะนี่ก็แสนรู้ ถึงกับยอมทิ้งรายการพระพุทธรูปมาหาน้องดริลได้ขนาดนี้ (สงสัยโดนพระแม่มาเรียจุดธูปเรียก :lol: )

สรุปแล้วคนที่ฉลาดที่สุดในเรื่องคงเป็นคาชิวากิ รองลงมาก็คงเป็นเซย์(หรือว่าพอๆกันก็ไม่รู้ เซย์ไม่ค่อยโชว์ไอคิวอ่ะ เราแค่ดูออกว่ารู้ทันคาชิวากิเฉยๆ)

Re: [แปล] Marimite Main Story : ในกระเป๋า (จบบท)

PostPosted: Wed Feb 18, 2009 12:15 am
by ammy
อ่านแล้วอยากดูอนิเม พอดูอนิเมแล้ว อย่าอ่านหนังสือการ์ตุน (เมือไรเล่ม 3 จะออกก็มะรุ)

Spoiler: show
แหะๆๆ คิดว่า ตบป๊าป ลงหน้า หงายไปเลย ลืมไป คุณพี่ไม่ทำ แต่อยากรู้จัง อนิเมจะมีไหมนะ แล้วหนังสือการ์ตูนจะมีไหมหนอ งิงิ
- อยากดู ฉากนี้จัง งิงิ อนิเมคงไม่ตัดออกมั้ง
- จากพาร์ทแรกที่โทโกะเห็นยูมิครั้งแรกแล้วรู้สึกกลัว ไม่อยากเข้าใกล้ รู้สึกจะมีบอกในเล่มถัดไป Crisscross ตอนล่าการ์ดวาเลนไทน์ค่ะ คุณพี่เรียกโทโกะมาคุยเปิดใจอีกหนก่อนแข่งหาการ์ด จะพูดทำนองว่าเพราะยูมิเป็นกระจกหรืออะไรนี่แหละ (ลืมและ) ขอบอกว่าตอนหาการ์ดสนุกโคตรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรค่ะ คุณพี่มาเมพโคตร เหนือเมฆแสร่ดๆ (บางคนเราคงเคยบอก หรืออาจเคยเห็นที่เราพิมพ์ไว้แล้ว แต่ไม่บอกซ้ำละกัน ใครไม่รู้ไว้รอดูเอง) แถมยูมิมันซ่อนการ์ดได้สุดตรีนมากๆ


ฉากนี้

Spoiler: show
โทโกะมองเห็นรองเท้าแตะของซาจิโกะโอเน่ซามะก้าวผ่านทางด้านข้าง เสียงกรอบแกรบของหญ้าแห้งยามฤดูหนาว ฟังดูเหมือนเสียงลมจากที่ไหนสักแห่ง ซาจิโกะโอเน่ซามะเดินเข้าอาคารเรียนไปแล้ว มันเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้านหลังจึงไม่สามารถยืนยันให้เห็นด้วยตา เพียงแค่รู้สึกถึงมันได้ >>> คิดว่า อนิเม คงเป็นแนว ผมคุณพี่สยายแบบสโลโมชั้น แล้วเดินจากไปแน่เลย อิอิ



ไหนๆ โนเวลก็มีเล่มจบแล้ว อยากให้สำนักพิมพ์บงกชน่าเอาลิขสิทธิ์ โนเวลไปแปลด้วยเลย คงแหล่มเลย อนิเม มังงะ โนเวล หุหุ
ถ้าทำได้จริงคงอีกนานกว่าจะจบ ขนาดมังงะ ออกมา 2 เล่ม เงียบเลย *...*



.... ขอบคุณค่ะ :mrgreen: :mrgreen:

Re: [แปล] Marimite Main Story : ในกระเป๋า (จบบท)

PostPosted: Wed Feb 18, 2009 1:12 pm
by dramer
Spoiler: show
อ่านตอนจบแล้ว ^^ โนริโกะ จะเก่งไปถึงไหนนี้ มาประสาทรับรู้ส่วนตัวว่าโทโกะกำลังแย่ด้วย

Re: [แปล] Marimite Main Story : ในกระเป๋า (จบบท)

PostPosted: Wed Feb 18, 2009 1:22 pm
by Kaon_1926
เห่อเข้ามาอ่านแล้ว สมกับการรอคอยยยย อิ๊งงงง

Spoiler: show
โทโกะ เกรียนแตก!!! สุดยอดดด

โนริโกะ เธอเป็นเพื่อนที่ดีจริงๆๆ จับมาจิ้นเลยดีมะ

เดี๊ยวนึกอะไรออกแล้วจะมาลงอีก ....

Re: [แปล] Marimite Main Story : ในกระเป๋า (จบบท)

PostPosted: Wed Feb 18, 2009 6:54 pm
by nishiae
หุหุ
Spoiler: show
โชว์การตบเกรียนแบบผู้ดีตามสไตล์ซัจจี้ แต่นะซัจจี้ไม่รู้เหรอ เป็นไปไม่ได้หรือว่าซัจจี้หลีกหนีผู้คน5555

Re: [แปล] Marimite Main Story : ในกระเป๋า (จบบท)

PostPosted: Wed Feb 18, 2009 7:47 pm
by Mukiki
อ่านรวดเดียว 3 บทเลย มันส์โคตร
Spoiler: show
ไม่ใช่แบบนี้แบเบอร์ให้ ซัจจี้ x ยูมิ // โท x โนริ หรอกนะ ฮา
หวังว่าในเมะจะดึงอารมณ์ช่วงนี้ออกมาได้เนี้ยบๆ นะ

เลิฟผู้ดูแล :mrgreen:

Re: [แปล] Marimite Main Story : ในกระเป๋า (จบบท)

PostPosted: Wed Feb 18, 2009 11:25 pm
by Yoshiba
คุณพี่คะ...เท่ที่สุด อ้ากกกกกกกกกกกก >////////////<

Re: [แปล] Marimite Main Story : ในกระเป๋า (จบบท)

PostPosted: Thu Feb 19, 2009 1:39 am
by saakuzaa
Spoiler: show
โฮกกกกกกกกกก
คุณพี่สุดยอด ตบซะ
เท่มากมายยยยยยยย
ไงล่ะๆๆๆ โทโกะ จุกไปเรย

Re: [แปล] Marimite Main Story : ในกระเป๋า (จบบท)

PostPosted: Thu Feb 19, 2009 3:15 pm
by fate
มาโฮกฉากคุณพี่ตบเกรียน สุดยอดมากกก อยากดูเมะตอนนี้จัง season นี้ จะฉายถึงตอนนี้ไหมเนี่ย
Spoiler: show
แต่งงว่าคุณพี่ไม่รู้อดีตโทโกะหรือเนี่ย งั้นก็มีตาคาชิวากิที่รู้ทุกอย่างคนเดียว
ตอนโทโกะนับเลขรอบนี้ เศร้าตามเลย โนริโกะโผล่มาได้ถูกช่วงเวลาจริงๆ


ยิ่งอ่านสปอยล์ ยิ่งอยากอ่านโนเวล แต่ไร้สกิลภาษาญี่ปุ่น เศร้า

Re: [แปล] Marimite Main Story : ในกระเป๋า (จบบท)

PostPosted: Fri Feb 20, 2009 8:24 pm
by kakakung
โอ้ มันช่าง...

Spoiler: show
ชอบๆ โืทโกะโดนตบเกรียน ป๊าปๆๆ แรงค่ะแรงงง!
ตบได้แบบสไตล์ผู้ดีสมกับเป็นคุณพี่ อยากดูฉากนี้จิงจิ้ง
อยากรู้ด้วย... ยูมิเอาการ์ดไปซ่อนที่ไหนอ่ะ? เดี๋ยวจะรอดูเมะน้าา

Re: [แปล] Marimite Main Story : ในกระเป๋า (จบบท)

PostPosted: Sun Feb 22, 2009 1:25 am
by kurohara
เข้ามาดูเกรียนครับ....

Re: [แปล] Marimite Main Story : ในกระเป๋า (จบบท)

PostPosted: Sun Feb 22, 2009 10:01 pm
by yurie
ยอดเยี่ยมมากค่า!! ขอบคุณมากๆค่ะ เข้าใจคานาโกะขึ้นเยอะ (เธอน่ารักจริงๆด้วย :D )

Re: [แปล] Marimite Main Story : ในกระเป๋า (จบบท)

PostPosted: Sun Feb 22, 2009 11:21 pm
by yurie
อ่านครบหมดทุกตอนแล้ว!! สุดยอดมากค่ะ :D

Re: [แปล] Marimite Main Story : ในกระเป๋า (จบบท)

PostPosted: Mon Feb 23, 2009 9:26 am
by nirvana1987
สนุกมากครับ ดีที่เราเกิดมาเป็นคนชอบสายนี้ ขอบคุณมากครับ

Re: [แปล] Marimite Main Story : ในกระเป๋า (จบบท)

PostPosted: Wed Feb 25, 2009 11:23 am
by Johanna
ยิ่งอ่านยิ่งขึ้น อยากอ่านโนเวลฉบับเต็มมากกกกกกกก แต่อ่านญี่ปุ่นไม่ออก ฉบับภาษาอังกฤษก็ไม่มี :(

Spoiler: show
ตอนโทโกะนับเลขตอนสุดท้ายนั่นเศร้าจังเลย น่าสงสาร แต่นึกว่ามือที่แตะบ่าโทโกะจะเป็นยูมิซามะซะอีก
กลายเป็นโนริโกะจังซะงั้น จะว่าไปโนริโกะจังนี่คิดอะไรกับโทโกะเปล่าเนี่ย เป็นห่วงกันจังงงงง ระวังชิมาโกะ
โอเน่ซามะจะหึงนะจ๊ะ :lol:

Re: [แปล] Marimite : "San" tsuke Mondai (เรื่องสั้นของสามสาว)

PostPosted: Sat Feb 28, 2009 12:55 am
by DarkNeon
Image

อันนี้มาจากเล่ม Margaret ni Ribbon ค่ะ เป็นเรื่องราวการทำของขวัญไวท์เดย์ของยูมิ ชิมาโกะ โยชิโนะ เรื่องราวเป็นแบบเนื้อหาหลักกระตึ๋งนึง แล้วเอาเรื่องสั้นมาคั่น แล้วเข้าเนื้อหาหลักต่ออีกกระตึ๋ง เอาเรื่องสั้นมาคั่นอีก เป็นงี้ยันจบเล่ม...เรื่องสั้นในเล่มก็มีทั้งเรื่องที่แต่งใหม่ กับที่ อ.เคยแต่งลงนิตยสารโคบอลต์ ที่เราแปลมาลงนี้เป็นเรื่องสั้นนะคะ สามสาวจะพูดถึงตอนได้อยู่กันสามคน ^^

ช่วงเวลาน่าจะเป็นช่วงคาบเกี่ยวตอน OVA จนถึงก่อนอาร์คยูมิ-โทโกะ(เห็นบอกฤดูร้อน ไม่็ก็ใบไม้ร่วง)


- 「さん」付け問題 -

- "San" Tsuke Mondai -

- ประเด็นของการต่อท้ายด้วย "ซัง" -



จำได้ไม่ค่อยแน่ชัดว่าเรื่องเกิดขึ้นในช่วงหมดฤดูร้อน หรือระหว่างฤดูใบไม้ร่วง แต่มันเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในตอนที่มีแค่ชิมาโกะซัง โยชิโนะซังและฉันอยู่ด้วยกันสามคนที่เรือนกุหลาบ อีกทั้งยังจำไม่ได้ด้วยว่าเพราะอะไรถึงคุยกันเรื่องนั้น คิดว่าจุดเริ่มต้นอาจมาจากการที่มีเพื่อนร่วมห้องของใครสักคนมาถามว่าเหตุใดพวกเรานักเรียนชั้นปี 2 สามคนในครอบครัวกุหลาบ จึงเรียกกันเองในกลุ่มโดยมี "-ซัง" ต่อท้าย

"จะว่าไปซาจิโกะซามะกับเรย์ซามะก็เรียกชื่อกันเฉยๆ นี่นา"

ชิมาโกะซังพึมพำ

"บาระซามะรุ่นก่อนที่เรียนจบไปแล้วก็เรียกกันแบบนั้น"

โยชิโนะซังนึกได้แล้วก็พยักหน้าตาม

รุ่นก่อนที่ว่านั้นหมายถึงบรรดาโอเน่ซามะของซาจิโกะซามะ เรย์ซามะและชิมาโกะซัง ตอนที่ฉันได้เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของยามะยูริไค ทั้งสามคนต่างพากันเรียกอีกฝ่ายว่า "Rosa Chinensis" "Rosa Foetida" "Rosa Gigantea" แต่ทว่าในช่วงกำลังจะจบการศึกษา ตั้งแต่หมดเทศกาลเลือกตั้งคณะกรรมการนักเรียนรุ่นถัดไปเป็นต้นมานั้น พอหมดหน้าที่ปุ๊บก็เลิกเรียกชื่อประจำตำแหน่งโดยสิ้นเชิง และเรียกชื่อ "โยโกะ" "เอริโกะ" "เซย์" กันตรงๆ โดยไม่มีอะไรใส่เพิ่มเข้าไป บางทีคงกลับไปเรียกกันแบบเดิมก่อนที่จะมาเป็นบาระซามะก็เป็นได้

"โนริโกะจังเรียกโทโกะจังว่า 'โทโกะ' เหมือนกันนี่"

เมื่อฉันพูดจบ ชิมาโกะซังก็ยิ้มออกมา

"แต่อีกฝ่ายเรียกกลับมาว่า 'โนริโกะซัง' นะ ยูมิซัง"

เมื่อปริมาณงานที่ต้องทำลดน้อยลง พวกเราจึงพากันดื่มชาพลางปล่อยให้เวลาผ่านไปอย่างเรื่อยๆ เป็นช่วงเวลาสบายๆ หลังเลิกเรียนที่อากาศไม่ร้อนหรือหนาว

"เริ่มเรียกมาตั้งแต่ตอนไหนล่ะ รู้สึกว่าตอนแรกๆ จะเรียก 'โทโกะซัง' นะ"

โยชิโนะซังเงยหน้าขึ้นมองข้างบน พลางใช้นิ้วหมุนหางเปียของตัวเอง

"ตอนพิธีต้อนรับนักเรียนใหม่ล่ะมั้ง"

"อ๋อ"

เมื่อได้ยินคำพูดของชิมาโกะซัง ทั้งฉันและโยชิโนะซังต่างพากันพยักหน้าหงึกหงัก

"ตั้งแต่ตอนที่เรียก 'โทโกะ!!!' ตอนนั้นน่ะเอง"

เสียงตะคอกของโนริโกะจังที่ก้องกังวานดังไปทั่วโบสถ์ ที่นั่นกลายเป็นพื้นที่ในตำนานไปแล้ว

"มีเหตุชักจูงให้เรียกสินะ"

พวกเราสามคนจิบชาอันเป็นการบอกว่าเข้าใจแล้ว

"แล้วตอนที่ชิมาโกะซังเรียกชื่อโนริโกะจังเฉยๆ ก็มีเหตุชักจูงด้วยเหรอ?"

พอฉันถามไป ชิมาโกะซังก็ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่คล้ายกับจะพูดว่า "แหม พูดอะไรเนี่ยยูมิซัง"

"จเะรียกชื่อเฉยๆ หรืออะไรก็เถอะ โนริโกะเป็นน้องสาวฉันนี่นา"

"แต่เรียกกันมาก่อนจะเป็น Soeur อีกไม่ใช่เหรอ 'โนริโกะ~' 'ชิมาโกะซัง~' แบบเนี้ย "

ตอนนี้สภาพการณ์กลับตาลปัตรเป็น "แหม พูดอะไรเนี่ยชิมาโกะซัง" ไปซะแล้ว แต่เจ้าตัวกลับบอกว่า

"งั้นเหรอ ขอโทษทีนะ จำไม่ค่อยได้เลย"

---- เค้าว่ามาแบบนั้น ถ้าสมมุติว่ามันคือการเรียกไปเองโดยไม่รู้สึกตัวล่ะก็ หากใครได้ฟังคงต้องอุทาน "แหม" แล้วพากันหน้าแดงเป็นแถบๆ แน่

"ถ้ามีเหตุจูงใจบ้าง คิดว่าพวกเราจะเรียกชื่อกันเฉยๆ ได้รึเปล่า?"

โยชิโนะซังพึมพำ

"ไม่รู้สิ"

วงสนทนาเงียบครู่หนึ่ง และโยชิโนะซังเป็นฝ่ายโพล่งออกมา

"ลองเรียกดูมั้ย?"

"เอ๋"

ทั้งฉันและชิมาโกะซังต่างตกใจจนผงะทั้งคู่

"แค่ลองเรียกดูนิดหน่อยจะเป็นไรไป เอ้าๆ ยูมิซังเริ่มก่อนเลยนะ"

โยชิโนะซังผายมือไปทางชิมาโกะซัง ฉันจึงพูดออกไปด้วยความเขินเล็กน้อย

"ชิ-ชิมาโกะ"

"จ้ะ เอ่อ โยชิโนะ"

ชิมาโกะซังเรียกโยชิโนะซังวนไปตามลำดับ

"จ้า ยูมิ"

"หวา"

มีเสียงร้องแทรกมาก่อนฉันตอบรับ แต่ว่านั่นไม่ใช่เสียงของฉันเพียงคนเดียว หากแต่เป็นความรู้สึกที่บังเกิดในใจของสองคนนั้นด้วยเหมือนกัน

"ไม่ไหว อายจัง"

พวกเราพากันทุบโต๊ะบ้าง กระทืบเท้าใต้โต๊ะบ้าง แต่ทั้งหมดเป็นการกระทำเพื่อหนีให้พ้นจากความอายนั่นเอง

"ฉันคิดว่าอะไรแบบนี้ ไม่ใชสิ่งที่ฝืนเปลี่ยนแปลงกันได้หรอก"

ชิมาโกะซังพูดพลางหัวเราะน้ำตาเล็ด

"แต่ฉันโดนบังคับให้เปลี่ยนนะ โอเน่ซามะของฉันสั่งให้เรียก 'โอเน่ซามะ' "

ในตอนนั้นก็เขินน่าดูเหมือนกัน

"มันก็ต้องแบบนั้นแหละ"

ถ้าน้องสาวไม่เรียกโอเน่ซามะของตัวเองว่า "โอเน่ซามะ" แล้วจะให้เรียกว่าอะไรล่ะ พอพูดจบเพื่อนทั้งคู่ก็พากันหัวเราะ...จ้า จ้า ไม่ว่ายังไงเธอทั้งคู่คงพูดกันได้แต่แรกโดยไม่มีเหนียมอายอยู่แล้วสินะ

"ขืนมัวแต่เขินโอเน่ซามะกับน้องสาว มันก็เริ่มต้นไม่ได้ซะทีน่ะสิ แล้วตอนยูมิซังมีน้องสาวจะทำยังไงล่ะทีนี้"

"น้องสาวเหรอ...."

ยังนึกภาพไม่ออกเลยว่าจะออกมาเป็นยังไง

"ก็คงจะเรียก 'จัง' ต่อท้ายไปตลอดจนโดนซาจิโกะซามะดุเอาล่ะมั้ง? โนริโกะจังเคยเป็นแบบนั้นเหมือนกันไม่ใช่เหรอ"

"อ้อ จริงด้วยเนอะ"

ชิมาโกะซังหรี่ตารำลึกถึงอดีต

เอาเถอะ ในตอนนั้นชิมาโกะซังกับโนริโกะจังยังไม่ได้เป็น Soeur กันซะหน่อย ซาจิโกะซามะจึงเตือนว่าการเรียกรุ่นพี่ด้วยคำลงท้าย "ซัง" เป็นสิ่งที่ไม่สมควร ว่ากันตามตรงแล้วก็ไม่ใช่เคสเดียวกันเลย

"ไม่เป็นไร ถ้ามีน้องสาวเมื่อไหร่ ฉันเรียกชื่ออย่างเดียวแน่นอน"

ฉันยกมือขึ้นชี้ฟ้า อารมณ์ตอนนั้นประมาณว่า รอก่อนนะ น้องสาว อะไรแบบนี้เลย

"ยูมิซัง แล้วพวกเราจะรอดูนะ"

"ทำเป็นพูดไป โยชิโนะซังก็ด้วยไม่ใช่เหรอ"

โยชิโนะซังแลบลิ้นให้ชิมาโกะซังที่ถอนหายใจด้วยความเหนื่อยหน่าย

"ตายจริง ขุดหลุมฝังตัวเองซะแล้วเหรอเนี่ย"

ใช่ๆ ฉันกับโยชิโนะซังไม่เหมือนกับชิมาโกะซังผู้สง่างามที่เป็นทั้งบาระซามะแถมยังมีน้องสาวแล้ว พวกเราต้องพยายามกับการหาน้องสาวให้ได้ก่อนจะมาใส่ใจกับการเรียกชื่อ

"น่า วิธีเรียกชื่อเอามาใช้วัดความใกล้ชิดสนิทสนมกันไม่ได้หรอก"

พวกเราจ้องหน้ากันแล้วจิบชา

ก็ตามนั้นแหละ

พวกเราสามคนเห็นพ้องกันเป็นเสียงเดียวว่า เรียก "ซัง" กันซึ่งๆ หน้าก็ไม่เห็นจะเสียหายตรงไหน

Re: [แปล] Marimite : "San" tsuke Mondai (เรื่องสั้นของสามสาว)

PostPosted: Sat Feb 28, 2009 1:27 am
by ammy
อ้ออออออ!!! ~..~
เข้าใจหละ สงสัยมาตลอดว่าทำไม 3 คนนี้ ต้องมีซัง ไม่เรียกชื่อไปเลย อิอิ โดยเฉพาะ โยชิโนะ กับ ยูมิ
แต่กับชิมาโกะ ไม่ค่อยส่งสัย

ขอบคุณมากค่า = = หายข้องใจหละ 555+

Re: [แปล] Marimite : "San" tsuke Mondai (เรื่องสั้นของสามสาว)

PostPosted: Sat Feb 28, 2009 2:00 pm
by Yoshiba
สามคนนี้น่ารักโคตรๆๆ :lol:

Re: [แปล] Marimite : "San" tsuke Mondai (เรื่องสั้นของสามสาว)

PostPosted: Sat Feb 28, 2009 3:32 pm
by nishiae
555 เรียกไม่ได้เพราะเหตุนี้เองซินะ น่ารักจังวุ้ยสามสาวเราเนี้ยะ

Re: [แปล] Marimite : "San" tsuke Mondai (เรื่องสั้นของสามสาว)

PostPosted: Mon Mar 02, 2009 8:46 pm
by kurohara
ไม่ได้คิดไปเองใช่มั้ยว่าชิมาโกะรู้สึกมีเสน่ห์มากขึ้นเยอะ....

Re: [แปล] Marimite : "San" tsuke Mondai (เรื่องสั้นของสามสาว)

PostPosted: Mon Mar 02, 2009 11:01 pm
by WuDragon
สามคนนี้มีอะไรตลกๆมาเล่นกันให้คนอ่านฮาอยู่เรื่อยเลยแฮะ

Re: [แปล] Marimite : "San" tsuke Mondai (เรื่องสั้นของสามสาว)

PostPosted: Tue Mar 03, 2009 10:11 am
by kakakung
ถกประเด็นกันได้น่ารักมาก ^^

โอ้ยย น่ารักอ่ะ ><

Re: [แปล] Marimite : "San" tsuke Mondai (เรื่องสั้นของสามสาว)

PostPosted: Tue Mar 03, 2009 11:40 pm
by fate
น่ารักดีแฮะ เรื่องของสามคนนี้
ตอนดูอนิเมก็สงสัยนิดๆ เหมือนกันว่าทำไมสามคนนี้ยังเรียกลงท้าย ซัง กันอีก
คือปกติถ้าสนิทกันแล้ว น่าจะเรียกชื่อเฉยๆ มากกว่า เหตุผลคืออย่างนี้เองสินะ

Re: [แปล] Marimite : "San" tsuke Mondai (เรื่องสั้นของสามสาว)

PostPosted: Wed Mar 04, 2009 9:15 am
by namaste
kurokatt wrote:ไม่ได้คิดไปเองใช่มั้ยว่าชิมาโกะรู้สึกมีเสน่ห์มากขึ้นเยอะ....

เห็นด้วยยยย สงสัยพอมีน้องสาวแล้วพลังออร่าถึงได้เพิ่มขึ้น

>[]<~~ รีเควสตอนของชิมาโกะกับโนริโกะมั่งได้มั้ยคร๊าาาาา