Ookina Tobira, Chiisana Kagi
Part 2 : Heart no Kagiana (ช่องกุญแจในหัวใจ)
Chapter : Pocket no Naka (ในกระเป๋า) #2
<<Part 1 || Part 2 || Part 3>>
เมื่อโทโกะเดินผ่านทางเดินหน้าที่วางรองเท้าเพื่อกลับบ้าน ก็เห็นคนๆ นั้นที่กำลังเดินมาทางนี้เพื่อเตรียมตัวกลับบ้านพอดี
"อ้าว?"
การที่อีกฝ่ายเปล่งเสียงทักทายออกมาได้ แปลว่านี่ไม่ใช่ความฝันหรือภาพลวงตาแต่อย่างใด คนๆ นั้นเดินมาหาโทโกะที่ยืนนิ่งพร้อมกล่าวคำ "สวัสดีจ้ะ" ด้วยหน้าตายิ้มแย้ม
ฟุคุซาวะ ยูมิซามะได้มายืนอยู่ต่อหน้าโทโกะราวกับปาฏิหาริย์เช่นนี้เอง
(นี่มันเรื่องอะไรกันเนี่ย)
โทโกะฝืนยิ้ม
พอโล่งใจว่าภาพลวงในอดีตที่ไล่ตามหลังมาเมื่อกี้ได้สลายหายไปแล้ว แต่กลับต้องมาเจอกันซึ่งๆ หน้าในสถานที่แบบนี้อีก ประมาทเกินไปหน่อย
แต่มานึกๆ ดู เมื่อกี้โนริโกะก็ได้เหลือคำใบ้ทิ้งไว้ให้แล้วว่าไม่มีนัดรวมตัวที่เรือนกุหลาบในวันนี้ แปลว่าคงคาดการณ์ไว้แล้วแน่ๆ 100% ว่าอาจเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น
โทโกะคิดล่องลอยไปเรื่อยว่ายูมิซามะมาตัวคนเดียว ไม่ได้มาพร้อมกับซาจิโกะซามะผู้เป็นโอเน่ซามะ หรือกับชิมาสึ โยชิโนะซามะที่เป็นเพื่อนร่วมห้อง คงกลับบ้านตามลำพังสินะ
"สวัสดีค่ะ"
โทโกะยิ้มหวาน การสร้างรอยยิ้มเพียงแค่นี้ไม่ใช่เรื่องยากอะไรอยู่แล้ว
"โทโกะจังกำลังจะกลับบ้านเหรอ?"
"ค่ะ"
โทโกะนึกในใจว่า คนๆ นี้ตั้งคำถามได้เซ่อซ่ามาก ทั้งที่เห็นเต็มตาว่าอีกฝ่ายถือกระเป๋าและสวมโค้ท แต่จริงๆ แล้วคนที่เซ่อซ่าเองอาจเป็นตัวโทโกะมากกว่า
"งั้นเดินไปสถานีด้วยกันนะ"
ยูมิซามะกล่าว
"...ค่ะ"
หลุดปากไปแล้วว่ากำลังจะกลับ ณ ด้านหน้าของที่วางรองเท้า จะมาอ้างว่าเดี๋ยวแวะห้องสมุด หรือแวะซื้อของที่ชมรมขายของเพื่อสร้างช่องว่างของเวลาระหว่างตนกับยูมิซามะหาโอกาสปลีกตัวไปไม่ได้อีกแล้ว
ตู้วางรองเท้าของนักเรียนปี 1 กับปี 2 ตั้งอยู่คนละที่กัน ฉะนั้นหากรีบรุดหนีออกมาตอนที่อีกฝ่ายกำลังเปลี่ยนรองเท้าอยู่ ย่อมหนีได้สบายๆ แต่ว่าทำไปแล้วจะได้อะไรขึ้นมา มีแต่จะยิ่งทำให้ตัวเองดูเซ่อซ่ามากกว่าเก่าอีก พอจินตนาการถึงภาพด้านหลังของตัวเองยามวิ่งเต็มกำลังไปตามถนนเล็กๆ ที่มุ่งสู่ฝั่งห้องสมุดแล้วมันชวนให้นึกขำไม่น้อย โทโกะเตรียมใจพร้อมแล้วออกเดิน พอมาถึงทางออก ยูมซามะิก็เดินรั้งหลังตามมา
"ขอโทษที่ให้รอ"
ก็ให้รอจริงๆ นั่นแหละ นับว่าเป็นเวลาที่นานผิดปกติสำหรับการเปลี่ยนรองเท้าเพียงอย่างเดียว
"ไปกันรึยังล่ะ"
"ค่ะ"
โทโกะหันกลับไปมองยังบริเวณที่ยูมิซามะออกมา ไม่เห็นวี่แววของนักเรียนคนใดที่น่าจะหยุดคุยกับยูมิซามะเลยแม้แต่คนเดียว
"ฉันน่ะนะ"
ยูมิซามะที่เดินนำหน้าอยู่ครึ่งก้าวกระซิบเบาๆ
"อยากคุยกับโทโกะจังสองคนแบบนี้แหละ แต่ไม่รู้ว่าโทโกะจังจะคิดยังไงบ้าง กลัวว่าถ้าแวะไปหาที่ห้องสึบากิของปี 1 อาจเป็นการสร้างปัญหาให้ ก็เลยอดใจเอาไว้ตลอด"
ยูมิซามะหันมาช้าๆ จ้องมองโทโกะ
"ฉันถึงดีใจมากเลยที่เราบังเอิญได้เจอกันเมื่อกี้"
"---------"
ความคิดที่ว่าบางทีในตอนนั้นยูมิซามะอาจจงใจสร้างเวลาให้เพียงพอที่โทโกะจะหนีไป ได้แว้บขึ้นมาในสมองของโทโกะ
เมื่อกะระยะทางที่เดินมาจนถึงตอนนี้ด้วยสายตาว่าจำเป็นต้องใช้เวลาเท่าไหร่ในการวิ่งจากทางออกไปจนถึงห้องสมุด ก็พบว่ามันแทบจะพอดีกับเวลาที่ยูมิซามะปล่อยให้โทโกะรอเลยทีเดียว
คนๆ นี้คิดว่าโทโกะจะหนีไปก็ไม่เป็นไรสินะ --- อาจจะล่ะมั้ง
(หรือจริงๆ อยากให้หนีซะมากกว่า?)
ไม่ใช่
คำพูดที่บอกว่าดีใจที่บังเอิญเจอกันกับรอยยิ้มนั่นไม่ใช่ของปลอมอย่างแน่นอน ถ้าไม่อยากกลับกับโทโกะก็ไม่เห็นต้องมาชวนให้กลับด้วยกันตั้งแต่แรก ไม่จำเป็นจะต้องใช้วิธีอ้อมค้อมแบบนี้เลยสักนิดเดียว
คิดไปก็ไม่ได้คำตอบ โทโกะเลิกคิดแล้วถามคำถามออกไป
"มีอะไรอยากจะพูดด้วยถ้าได้เจอฉันเหรอคะ?"
นี่เป็นครั้งแรกที่ได้อยู่ตามลำพังสองคน นับตั้งแต่คริสต์มาสปีที่แล้วมา ในตอนนั้นโทโกะตกตะลึงกับโรซารี่ที่ยื่นมาให้อย่างฉับพลัน และปฏิเสธโรซารี่นั้นไปด้วยคำพูดแข็งกร้าว ตัวโทโกะเองก็เตรียมใจแล้วเหมือนกันว่าหากได้อยู่กันตามลำพังสองคน อาจจะต้องถูกต่อว่าสักคำสองคำด้วยความแค้นเคืองแน่
แต่ว่า
"อะไรกันนะ ไม่รู้สิ ไม่ใช่ว่าฉันไม่อยากคุยนะ จะเรียกว่าไม่ชัดเจนก็ได้ อารมณ์คล้ายๆ เหมือนกับมีลิ้นชักเยอะแยะไปหมด ไม่รู้จะเริ่มดึงจากตรงไหนมาคุยก่อนดีทำนองนั้น"
คำตอบ "ไม่ชัดเจน" ของยูมิซามะนั้นตรงตามความหมายของมัน จับประเด็นอะไรไม่ได้เลย
"เอาเป็นว่า อย่างนี้ละกัน...ทั้งที่จริงไม่ได้ธุระสำคัญเป็นพิเศษ แต่เกิดรู้สึกอยากรั้งเพื่อนให้อยู่ด้วยกันขึ้นมาล่ะมั้ง? ยังไงก็ช่างขอให้เธออยู่ที่นี่ ไว้เดี๋ยวค่อยคิดทีหลังว่าทำไมอะไรแบบนี้น่ะ....ไม่เข้าใจสินะ"
"......"
ไม่ใช่ไม่เข้าใจหรอก
เพราะเมื่อกี้โทโกะก็เพิ่งถูกขับเคลื่อนด้วยความรู้สึกแบบนั้นเรียกโนริโกะไว้หยกๆ ถ้าอย่างนั้นความรู้สึกที่ยูมิซามะมีให้โทโกะในตอนนี้ก็เหมือนกับความรู้สึกที่โทโกะมีในตอนนั้นใช่มั้ยนะ
ทั้งสองคนเดินเลี้ยวตรงหัวโค้งที่ตั้งห้องสมุด
"โทโกะจัง"
ยูมิซามะดึงคำพูดออกมาจากหนึ่งในลิ้นชักที่มีมอบให้โทโกะ
"ขอโทษที่พูดจาเอาแต่ได้นะ"
ถึงอย่างนั้นก็ไม่รู้อยู่ดีว่าพูดถึงอะไร
มีสิ่งใดที่ยูมิซามะทำไปแล้วต้องมา "ขอโทษ" โทโกะด้วยหรือ ถ้าอย่างนั้นคำว่า "ขอโทษ" สมควรเป็นคำพูดของโทโกะซะมากกว่า แต่แน่นอนว่าไม่อาจพูดจาขวานผ่าซากแบบนั้นกับนักเรียนรุ่นพี่ได้ในโรงเรียนลิลเลียนที่เข้มงวดเรื่องลำดับชั้นอาวุโส
"ฉันทำอะไรไม่คิดเอง กลับยื่นโรซารี่ให้โทโกะจังก่อนคิดซะได้ ที่จริงฉันควรคิดถึงความรู้สึกของโทโกะจังหรือสภาพเหตุการณ์ที่มันเป็นแบบตอนนี้ก่อนจะขอออกไปสินะ แต่กลับปล่อยให้ตัวเองวิ่งไปตามอารมณ์เพียงอย่างเดียว ไม่แปลกหรอกถ้าโทโกะจังจะเอือมระอากับฉันน่ะ"
ยูมิซามะบอกว่าเพราะอย่างนั้นแหละถึงได้ "ขอโทษ" แต่หากนั่นคือใจจริงล่ะก็บอกได้คำเดียวว่าไม่มีพัฒนาการขึ้นเลยแม้แต่นิดเดียว เพราะไม่ว่ายังไงก็ตามในตอนนี้ ยูมิซามะ
ได้ดำเนินบทสนทนาไปเรื่อยโดยไม่คำนึงถึงโทโกะเลย ถ้าหากใส่ใจกันสักนิดแล้วน่าจะรู้แน่นอนว่าโทโกะอยากหนีไปให้พ้นจากการสนทนานี้
"เมื่อกี้คือการขอโทษ จากนี้ไปคือข้อเสนอ พวกเรากลับมาเป็นเหมือนเดิมตอนก่อนวันคริสต์มาสได้มั้ย"
"หา!?"
"ฉันไม่อยากให้บรรยากาศระหว่างเรามันอึมครึมแบบนี้ไปตลอดนะ แต่ฉันจะไม่ยัดเยียดโรซารี่ให้เธอหรอก สบายใจได้ อย่างเช่น เดินสวนกันที่ไหนก็ทักทายกันอย่างสดใส แล้วก็ยืนคุยอะไรเรื่อยเปื่อยกันที่ระเบียงทางเดิน อ้อใช่ โทโกะจังจะมาเที่ยวเรือนกุหลาบเหมือนเมื่อก่อนก็ได้นะ"
"ฉันไม่เข้าใจเลยค่ะว่ายูมิซามะคิดอะไรในใจกันแน่"
โทโกะพูดขัดกลางลำเพราะทนฟัง "ข้อเสนอ" สุดหน้าตาเฉยนั่นไม่ได้
"ทำไมถึงได้ใจดีกับนักเรียนรุ่นน้องที่ปฏิเสธตัวเองได้ถึงขนาดนี้คะ"
"ใจดี? ไม่ใช่ซะหน่อย"
โทโกะนึกสงสัยในทักษะภาษาประจำชาติของตัวเองขึ้นมาแว้บหนึ่งเมื่อเห็นอีกฝ่ายทำสายตาเหลอหลามองกลับมา ทั้งที่พูดภาษาเดียวกันแท้ๆ แต่ทำไมถึงคุยกันไม่รู้เรื่องนะ
"จะว่าไปเนี่ย ทำไมถึงคิดอยากให้กับอีแค่คนแบบฉันไปเป็นน้องสาวด้วยคะ?"
นั่นคือคำพูดที่อยากถามไปในตอนที่โรซารี่ถูกยื่นมาให้ตรงหน้า แต่โทโกะกลัวที่จะได้ยินคำตอบจึงกล้ำกลืนเก็บมันเอาไว้
"เลิกใช้คำพูด 'กับอีกแค่' อะไรที่มันเป็นการดูถูกตัวเองหน่อยได้มั้ย "
ยูมิซามะมีสีหน้าตึงเครียดขึ้นมาหน่อยหนึ่ง
"กับอีแค่คนแบบฉัน ใช้คำว่า 'กับอีแค่' ก็พอแล้วล่ะค่ะ"
"พูดอีกแล้ว"
"ไม่เกี่ยวกับยูมิซามะไม่ใช่เหรอคะ? ฉันแค่พูดถึงตัวเองเฉยๆ"
"เกี่ยวสิ เพราะโทโกะจังคือคนที่ฉันอยากให้มาเป็นน้องสาว อย่ามาเที่ยวลดคุณค่าของตัวเองตามใจชอบนะ"
ก็บอกอยู่นี่ไงว่าไม่ได้มีค่าอะไรขนาดนั้น ทำไมไม่เข้าใจกันบ้างเลย
"ตอนนั้นฉันอธิบายไปแล้วว่าที่ยูมิซามะมอบโรซารี่ให้ฉันก็เพราะรู้สึกสับสน และต่างฝ่ายต่างยอมรับกันไปแล้ว เพราะฉะนั้นประเด็นเรื่อง Soeur มันควรจะจบแค่นั้น แล้วทำไมถึงยังมาคอยเซ้าซี้กับฉันอยู่อีกคะ"
โทโกะจ้องยูมิซามะเขม็ง
"ยังไม่รู้อีกเหรอ?"
ยูมิซามะหยุดยืนนิ่ง แล้วถามคืนว่าไม่เข้าจริงๆ เหรอด้วยสายตาเงียบสงบ
ไม่รู้
กลัวที่จะได้รู้
ในตอนนี้ยูมิซามะมองตรงมายังโทโกะเพียงคนเดียวจนรู้สึกเหมือนจะถูกดูดกลืนเข้าไป
ที่จริงแล้วตัวเองก็รู้ดี
รู้กระทั่งว่าคำตอบที่ยูมิซามะเตรียมไว้ให้คืออะไร
แต่โทโกะไม่อาจปักใจเชื่อ จึงไม่สามารถรับเอาโรซารี่ที่ยื่นมาให้หรือโผเข้าไปในอ้อมแขนที่อ้ารอรับไว้ได้
"พอโทโกะจังปฏิเสธแล้ว ฉันคิดมาตลอดเลยนะ"
ยูมิซามะออกเดินอีกครั้ง โทโกะตามไปติดๆ
"ว่าจากนี้ไปฉันกับโทโกะจังจะเป็นยังไงต่อไป"
ทั้งคู่เดินตามไปถนนสายแปะก๊วยโดยทิ้งห่างกันเพียงครึ่งก้าว
"แต่ที่จริงๆ ไม่ใช่ 'จะเป็นยังไงต่อไป' หรอก ต้อง 'อยากจะเป็นยังไง' มากกว่า ฉันคิดแบบนั้นมาตลอดเลยเข้าใจในที่สุด"
ความจริงไม่จำเป็นจะต้องเดินตามหลังต้อยๆ หรือต้องเงียบฟังคนๆ นี้พูดเลยแม้แต่น้อย เพียงแค่เอ่ยปากบอกให้หยุดแล้วเลิกเดินตามก็จบเรื่องแล้ว แต่โทโกะยังคงเดินตามต่อไป เพราะอยากยืนยันให้แน่ใจว่ายูมิซามะจะพูดไปไกลถึงเรื่องไหนบ้าง
"สุดท้าย ฉันก็คิดได้ว่าโทโกะจังเป็นโทโกะจังนั่นแหละดีแล้ว"
ยูมิชะงักฝีเท้าก่อนโทโกะเสียอีก เดินกันมาจนถึงรูปปั้นพระแม่มาเรียแล้ว
"ฉันเป็นฉัน-----------"
ก่อนที่จะดีใจกับคีย์เวิร์ดคำนั้น โทโกะกลับรู้สึกสะกิดใจกับอะไรบางอย่างขึ้นมาก่อน แต่ยูมิซามะไม่สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยที่เกิดขึ้นบนสีหน้าของโทโกะเลย เพราะกำลังพนมมือสวดมนต์กับพระแม่มาเรียอยู่นั่นเอง
"ถ้าฉันได้เป็น Soeur โทโกะจังล่ะก็จะเป็นอะไรที่มีความสุขมากเลยล่ะ แต่ฉันรู้สึกว่าถ้าไปยึดติดกับการเป็น Soeur มากเกินก็อาจจะทำให้มองไม่เห็นสิ่งคัญไป"
ยูมิซามะลืมตาขึ้นแล้วหันมาหา โทโกะลืมการสวดมนต์ไปเสียสิ้นแล้วทวนคำพูดเดิมซ้ำ
"ฉันเป็นฉันงั้นเหรอคะ?"
โทโกะรู้สึกใจเต้นรัวขึ้นมา เรื่องนี้ไม่ใช่สิ่งที่ควรถามอย่างเจาะลึกเลย แต่ว่าหากจะทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ก็ใช่ที่
"ใช่แล้วล่ะ ต่อให้โทโกะจังทำอะไร ความรู้สึกของฉันก็จะไม่สั่นคลอน เหตุผลแท้จริงที่ลงสมัครเลือกตั้งคณะกรรมการนักเรียนก็เหมือนกัน ถ้าโทโกะจังไม่อยากให้ถามฉันก็ไม่คิดดึงดันซักไซ้ ถ้านั่นคือการตัดสินใจที่โทโกะจังคิดหนักมาดีแล้วฉันต้องยอมรับ เหตุผลที่เธอหนีออกจากบ้านก็ด้วย พ่อแม่ของโทโกะจังเป็นคนยังไง เธอมีชีวิตวัยเด็กเป็นยังไง ตอนนี้มีความสัมพันธ์กันแบบไหน เรื่องพวกนั้นน่ะไม่เกี่ยวกับความรู้สึกที่ฉันมีให้โทโกะจังเลยแม้แต่น้อย"
ระหว่างที่ฟังความเห็นของยูมิซามะ จังหวะหัวใจของโทโกะยิ่งเต้นรุนแรงมากขึ้น
พ่อแม่ ชีวิตสมัยเด็ก ความสัมพันธ์...ทำไมถึงกล้าพูดคำพูดพรรค์นั้นกับโทโกะได้อย่างหน้าซื่อๆ แบบนี้
"งั้นเองเหรอคะ"
อา นึกแล้วไม่ผิด
"แบบนี้นี่เอง"
"เอ๊ะ?"
"ฉันเป็นฉัน? ไม่เกี่ยวกับพ่อแม่? สุดท้ายก็เป็นเรื่องนี้จริงๆ สินะคะ"
คนๆ นี้ยังยืนกะพริบตาปริบๆ อย่างเงียบๆ โดยไม่เฉลียวใจถึงความพลาดพลั้งของตัวเองแม้แต่น้อย
"ฉันไม่รู้หรอกนะคะว่าทราบมาตั้งแต่เมื่อไหร่ สุดท้ายที่ขอให้ฉันมาเป็น Soeur ในตอนนั้นก็เพราะเอาความสมเพชในตัวฉันเป็นที่ตั้งแน่ๆ ยูมิซามะน่ะแค่อยากเป็นซาร่าในคืนศักดิ์สิทธิ์เท่านั้นเองจริงๆ นั่นแหละ ตอนที่เอาโรซารี่ให้ฉันคงจะรู้สึกอิ่มเอมใจน่าดูเลยนะคะเนี่ย"
รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นคนโง่ที่นึกอยากเชื่อขึ้นมาชั่วขณะ
ในวันคริสต์มาสวันนั้น
ณ ตรงนี้ หน้ารูปปั้นพระแม่มาเรีย
"คิดอยู่เหมือนกันค่ะว่ามันแปลกๆ ยูมิซามะน่ะไม่มีทางอยากให้คนอย่างฉันไปเป็นน้องสาวหรอก แต่ในที่สุดก็ไขปริศนาได้ซะที"
"พูดอะไรเนี่ย ไม่เห็นเข้าใจเลย"
"ถ้าทำไปโดยไม่ได้รู้ตัวล่ะก็ยิ่งแย่ที่สุดเลยค่ะ"
"นี่ กำลังเข้าใจอะไรผิดรึเปล่าเนี่ย?"
ยูมิซามะก้าวเท้าเข้ามาหาโทโกะหนึ่งก้าว
"อย่าเข้ามานะคะ!"
โทโกะตะโกนสุดเสียง
"อย่าเข้ามาใกล้มากกว่านี้นะ!"
"โทโกะจัง"
"ฉันไม่อยากได้ยินคำแก้ตัวอะไรอีกแล้วค่ะ"
ทั้งคู่ยืนจ้องกันและกันโดยรักษาระห่างไว้ราว 1 เมตร
"เข้าใจแล้ว"
ในที่สุดยูมิซามะก็เอ่ยปากพูด
"ดูท่าเลือดจะขึ้นหน้าไปแล้ว พูดอะไรไปตอนนี้คงไม่ฟังสินะ"
พูดจบยูมิซามะก็หันหลังให้ เดินห่างจากโทโกะไป จากหนึ่งเมตรเป็นสองเมตร พอห่างไปได้สามเมตรก็หันมาเรียก "โทโกะจัง" เหมือนกับลืมบอกอะไรไป
"ยืนนับ 1-100 อยู่ตรงนั้นแหละ"
และพูดทิ้งท้ายว่าห้ามขยับตัวไปไหนจนกว่าจะนับจบแล้วเดินห่างออกไปอีกหน
โทโกะนับ "หนึ่ง สอง" อย่างไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไรตามที่ได้รับคำสั่งมา ทั้งที่ในใจนึกขัดแย้งว่าทำไมตัวเองจะต้องทำตามคำสั่งของคนที่เพิ่งไล่ตะเพิดไปด้วย แต่มีพลังบางอย่างในคำพูดนั่นผลักดันให้โทโกะต้องทำ
จริงอยู่ว่าตอนนี้โกรธจนเลือดขึ้นหน้า แต่ก็รู้สึกสับสนไปพร้อมๆ กันจนไม่สามารถคิดอะไรๆ ได้ ไม่รู้กระทั่งว่าตัวเองทำอะไรและควรทำสิ่งใดจึงถูกต้อง ในสภาพที่จิตใจไม่มั่นคงแบบนี้ การทำอะไรตามที่คนอื่นสั่งย่อมสบายกว่าอยู่แล้ว แม้มันจะเป็นคำสั่งจากคนที่หลอกให้ตัวเองติดกับอย่างไม่เต็มใจก็ตามที ฉะนั้นการกระทำง่ายๆ ไม่บาดเจ็บเสียหายอย่างการนับเลขนี่แหละที่เหมาะ
"23 24"
ที่จริงไม่ได้ถูกสั่งว่าให้หลับตาหรอก แต่ไม่รู้ตัวเองหลับตาปี๋ตั้งแต่เมื่อไหร่ ขณะนี้โทโกะคือยักษ์ในเกมเล่นซ่อนแอบ
"49 50"
อยู่ๆ ขาเกิดสั่นกลางคัน จึงนั่งยองมันตรงนั้น
"76 77 78"
ตัวเลขเกิดขึ้นมาและจางหายไป สิ่งที่อยู่ในหัวสมองตอนแรกมีเพียงแต่ความคิดด้านมืดที่แตกสาขาไปทั่วราวกิ่งไม้ และตัวเลขก็เข้าไปติดค้างแหง่กอยู่ในนั้น แต่ว่าในตอนนี้เหลือเพียงตัวเลขเพียงอย่างเดียวแล้วและไหลต่อไปอย่างปกติ
"91 92"
เลือดที่พุ่งปรี๊ดขึ้นไปในหัวสมองเริ่มไหลกลับลงมาเยอะแล้ว
"100"
โทโกะลืมตาขึ้น
แม้จะมองรอบตัว แต่ก็ไม่เห็นเงาของยูมิซามะ
ที่อยู่ที่นั่นมีเพียงพระแม่มาเรียเท่านั้นเอง
<<Part 1 || Part 2 || Part 3>>
พาร์ทสุดท้าย โปรดติดตามว่าความลับของโทโกะคืออะไร และจะโดนเจ๊ซัจจี้ตบเกรียนแบบไหน...รับรอง แรง...
ง่วงค่ะ นอนละ มันส์จัดเลยลุยยันจบเลย
Part 2 : Heart no Kagiana (ช่องกุญแจในหัวใจ)
Chapter : Pocket no Naka (ในกระเป๋า) #2
<<Part 1 || Part 2 || Part 3>>
เมื่อโทโกะเดินผ่านทางเดินหน้าที่วางรองเท้าเพื่อกลับบ้าน ก็เห็นคนๆ นั้นที่กำลังเดินมาทางนี้เพื่อเตรียมตัวกลับบ้านพอดี
"อ้าว?"
การที่อีกฝ่ายเปล่งเสียงทักทายออกมาได้ แปลว่านี่ไม่ใช่ความฝันหรือภาพลวงตาแต่อย่างใด คนๆ นั้นเดินมาหาโทโกะที่ยืนนิ่งพร้อมกล่าวคำ "สวัสดีจ้ะ" ด้วยหน้าตายิ้มแย้ม
ฟุคุซาวะ ยูมิซามะได้มายืนอยู่ต่อหน้าโทโกะราวกับปาฏิหาริย์เช่นนี้เอง
(นี่มันเรื่องอะไรกันเนี่ย)
โทโกะฝืนยิ้ม
พอโล่งใจว่าภาพลวงในอดีตที่ไล่ตามหลังมาเมื่อกี้ได้สลายหายไปแล้ว แต่กลับต้องมาเจอกันซึ่งๆ หน้าในสถานที่แบบนี้อีก ประมาทเกินไปหน่อย
แต่มานึกๆ ดู เมื่อกี้โนริโกะก็ได้เหลือคำใบ้ทิ้งไว้ให้แล้วว่าไม่มีนัดรวมตัวที่เรือนกุหลาบในวันนี้ แปลว่าคงคาดการณ์ไว้แล้วแน่ๆ 100% ว่าอาจเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น
โทโกะคิดล่องลอยไปเรื่อยว่ายูมิซามะมาตัวคนเดียว ไม่ได้มาพร้อมกับซาจิโกะซามะผู้เป็นโอเน่ซามะ หรือกับชิมาสึ โยชิโนะซามะที่เป็นเพื่อนร่วมห้อง คงกลับบ้านตามลำพังสินะ
"สวัสดีค่ะ"
โทโกะยิ้มหวาน การสร้างรอยยิ้มเพียงแค่นี้ไม่ใช่เรื่องยากอะไรอยู่แล้ว
"โทโกะจังกำลังจะกลับบ้านเหรอ?"
"ค่ะ"
โทโกะนึกในใจว่า คนๆ นี้ตั้งคำถามได้เซ่อซ่ามาก ทั้งที่เห็นเต็มตาว่าอีกฝ่ายถือกระเป๋าและสวมโค้ท แต่จริงๆ แล้วคนที่เซ่อซ่าเองอาจเป็นตัวโทโกะมากกว่า
"งั้นเดินไปสถานีด้วยกันนะ"
ยูมิซามะกล่าว
"...ค่ะ"
หลุดปากไปแล้วว่ากำลังจะกลับ ณ ด้านหน้าของที่วางรองเท้า จะมาอ้างว่าเดี๋ยวแวะห้องสมุด หรือแวะซื้อของที่ชมรมขายของเพื่อสร้างช่องว่างของเวลาระหว่างตนกับยูมิซามะหาโอกาสปลีกตัวไปไม่ได้อีกแล้ว
ตู้วางรองเท้าของนักเรียนปี 1 กับปี 2 ตั้งอยู่คนละที่กัน ฉะนั้นหากรีบรุดหนีออกมาตอนที่อีกฝ่ายกำลังเปลี่ยนรองเท้าอยู่ ย่อมหนีได้สบายๆ แต่ว่าทำไปแล้วจะได้อะไรขึ้นมา มีแต่จะยิ่งทำให้ตัวเองดูเซ่อซ่ามากกว่าเก่าอีก พอจินตนาการถึงภาพด้านหลังของตัวเองยามวิ่งเต็มกำลังไปตามถนนเล็กๆ ที่มุ่งสู่ฝั่งห้องสมุดแล้วมันชวนให้นึกขำไม่น้อย โทโกะเตรียมใจพร้อมแล้วออกเดิน พอมาถึงทางออก ยูมซามะิก็เดินรั้งหลังตามมา
"ขอโทษที่ให้รอ"
ก็ให้รอจริงๆ นั่นแหละ นับว่าเป็นเวลาที่นานผิดปกติสำหรับการเปลี่ยนรองเท้าเพียงอย่างเดียว
"ไปกันรึยังล่ะ"
"ค่ะ"
โทโกะหันกลับไปมองยังบริเวณที่ยูมิซามะออกมา ไม่เห็นวี่แววของนักเรียนคนใดที่น่าจะหยุดคุยกับยูมิซามะเลยแม้แต่คนเดียว
"ฉันน่ะนะ"
ยูมิซามะที่เดินนำหน้าอยู่ครึ่งก้าวกระซิบเบาๆ
"อยากคุยกับโทโกะจังสองคนแบบนี้แหละ แต่ไม่รู้ว่าโทโกะจังจะคิดยังไงบ้าง กลัวว่าถ้าแวะไปหาที่ห้องสึบากิของปี 1 อาจเป็นการสร้างปัญหาให้ ก็เลยอดใจเอาไว้ตลอด"
ยูมิซามะหันมาช้าๆ จ้องมองโทโกะ
"ฉันถึงดีใจมากเลยที่เราบังเอิญได้เจอกันเมื่อกี้"
"---------"
ความคิดที่ว่าบางทีในตอนนั้นยูมิซามะอาจจงใจสร้างเวลาให้เพียงพอที่โทโกะจะหนีไป ได้แว้บขึ้นมาในสมองของโทโกะ
เมื่อกะระยะทางที่เดินมาจนถึงตอนนี้ด้วยสายตาว่าจำเป็นต้องใช้เวลาเท่าไหร่ในการวิ่งจากทางออกไปจนถึงห้องสมุด ก็พบว่ามันแทบจะพอดีกับเวลาที่ยูมิซามะปล่อยให้โทโกะรอเลยทีเดียว
คนๆ นี้คิดว่าโทโกะจะหนีไปก็ไม่เป็นไรสินะ --- อาจจะล่ะมั้ง
(หรือจริงๆ อยากให้หนีซะมากกว่า?)
ไม่ใช่
คำพูดที่บอกว่าดีใจที่บังเอิญเจอกันกับรอยยิ้มนั่นไม่ใช่ของปลอมอย่างแน่นอน ถ้าไม่อยากกลับกับโทโกะก็ไม่เห็นต้องมาชวนให้กลับด้วยกันตั้งแต่แรก ไม่จำเป็นจะต้องใช้วิธีอ้อมค้อมแบบนี้เลยสักนิดเดียว
คิดไปก็ไม่ได้คำตอบ โทโกะเลิกคิดแล้วถามคำถามออกไป
"มีอะไรอยากจะพูดด้วยถ้าได้เจอฉันเหรอคะ?"
นี่เป็นครั้งแรกที่ได้อยู่ตามลำพังสองคน นับตั้งแต่คริสต์มาสปีที่แล้วมา ในตอนนั้นโทโกะตกตะลึงกับโรซารี่ที่ยื่นมาให้อย่างฉับพลัน และปฏิเสธโรซารี่นั้นไปด้วยคำพูดแข็งกร้าว ตัวโทโกะเองก็เตรียมใจแล้วเหมือนกันว่าหากได้อยู่กันตามลำพังสองคน อาจจะต้องถูกต่อว่าสักคำสองคำด้วยความแค้นเคืองแน่
แต่ว่า
"อะไรกันนะ ไม่รู้สิ ไม่ใช่ว่าฉันไม่อยากคุยนะ จะเรียกว่าไม่ชัดเจนก็ได้ อารมณ์คล้ายๆ เหมือนกับมีลิ้นชักเยอะแยะไปหมด ไม่รู้จะเริ่มดึงจากตรงไหนมาคุยก่อนดีทำนองนั้น"
คำตอบ "ไม่ชัดเจน" ของยูมิซามะนั้นตรงตามความหมายของมัน จับประเด็นอะไรไม่ได้เลย
"เอาเป็นว่า อย่างนี้ละกัน...ทั้งที่จริงไม่ได้ธุระสำคัญเป็นพิเศษ แต่เกิดรู้สึกอยากรั้งเพื่อนให้อยู่ด้วยกันขึ้นมาล่ะมั้ง? ยังไงก็ช่างขอให้เธออยู่ที่นี่ ไว้เดี๋ยวค่อยคิดทีหลังว่าทำไมอะไรแบบนี้น่ะ....ไม่เข้าใจสินะ"
"......"
ไม่ใช่ไม่เข้าใจหรอก
เพราะเมื่อกี้โทโกะก็เพิ่งถูกขับเคลื่อนด้วยความรู้สึกแบบนั้นเรียกโนริโกะไว้หยกๆ ถ้าอย่างนั้นความรู้สึกที่ยูมิซามะมีให้โทโกะในตอนนี้ก็เหมือนกับความรู้สึกที่โทโกะมีในตอนนั้นใช่มั้ยนะ
ทั้งสองคนเดินเลี้ยวตรงหัวโค้งที่ตั้งห้องสมุด
"โทโกะจัง"
ยูมิซามะดึงคำพูดออกมาจากหนึ่งในลิ้นชักที่มีมอบให้โทโกะ
"ขอโทษที่พูดจาเอาแต่ได้นะ"
ถึงอย่างนั้นก็ไม่รู้อยู่ดีว่าพูดถึงอะไร
มีสิ่งใดที่ยูมิซามะทำไปแล้วต้องมา "ขอโทษ" โทโกะด้วยหรือ ถ้าอย่างนั้นคำว่า "ขอโทษ" สมควรเป็นคำพูดของโทโกะซะมากกว่า แต่แน่นอนว่าไม่อาจพูดจาขวานผ่าซากแบบนั้นกับนักเรียนรุ่นพี่ได้ในโรงเรียนลิลเลียนที่เข้มงวดเรื่องลำดับชั้นอาวุโส
"ฉันทำอะไรไม่คิดเอง กลับยื่นโรซารี่ให้โทโกะจังก่อนคิดซะได้ ที่จริงฉันควรคิดถึงความรู้สึกของโทโกะจังหรือสภาพเหตุการณ์ที่มันเป็นแบบตอนนี้ก่อนจะขอออกไปสินะ แต่กลับปล่อยให้ตัวเองวิ่งไปตามอารมณ์เพียงอย่างเดียว ไม่แปลกหรอกถ้าโทโกะจังจะเอือมระอากับฉันน่ะ"
ยูมิซามะบอกว่าเพราะอย่างนั้นแหละถึงได้ "ขอโทษ" แต่หากนั่นคือใจจริงล่ะก็บอกได้คำเดียวว่าไม่มีพัฒนาการขึ้นเลยแม้แต่นิดเดียว เพราะไม่ว่ายังไงก็ตามในตอนนี้ ยูมิซามะ
ได้ดำเนินบทสนทนาไปเรื่อยโดยไม่คำนึงถึงโทโกะเลย ถ้าหากใส่ใจกันสักนิดแล้วน่าจะรู้แน่นอนว่าโทโกะอยากหนีไปให้พ้นจากการสนทนานี้
"เมื่อกี้คือการขอโทษ จากนี้ไปคือข้อเสนอ พวกเรากลับมาเป็นเหมือนเดิมตอนก่อนวันคริสต์มาสได้มั้ย"
"หา!?"
"ฉันไม่อยากให้บรรยากาศระหว่างเรามันอึมครึมแบบนี้ไปตลอดนะ แต่ฉันจะไม่ยัดเยียดโรซารี่ให้เธอหรอก สบายใจได้ อย่างเช่น เดินสวนกันที่ไหนก็ทักทายกันอย่างสดใส แล้วก็ยืนคุยอะไรเรื่อยเปื่อยกันที่ระเบียงทางเดิน อ้อใช่ โทโกะจังจะมาเที่ยวเรือนกุหลาบเหมือนเมื่อก่อนก็ได้นะ"
"ฉันไม่เข้าใจเลยค่ะว่ายูมิซามะคิดอะไรในใจกันแน่"
โทโกะพูดขัดกลางลำเพราะทนฟัง "ข้อเสนอ" สุดหน้าตาเฉยนั่นไม่ได้
"ทำไมถึงได้ใจดีกับนักเรียนรุ่นน้องที่ปฏิเสธตัวเองได้ถึงขนาดนี้คะ"
"ใจดี? ไม่ใช่ซะหน่อย"
โทโกะนึกสงสัยในทักษะภาษาประจำชาติของตัวเองขึ้นมาแว้บหนึ่งเมื่อเห็นอีกฝ่ายทำสายตาเหลอหลามองกลับมา ทั้งที่พูดภาษาเดียวกันแท้ๆ แต่ทำไมถึงคุยกันไม่รู้เรื่องนะ
"จะว่าไปเนี่ย ทำไมถึงคิดอยากให้กับอีแค่คนแบบฉันไปเป็นน้องสาวด้วยคะ?"
นั่นคือคำพูดที่อยากถามไปในตอนที่โรซารี่ถูกยื่นมาให้ตรงหน้า แต่โทโกะกลัวที่จะได้ยินคำตอบจึงกล้ำกลืนเก็บมันเอาไว้
"เลิกใช้คำพูด 'กับอีกแค่' อะไรที่มันเป็นการดูถูกตัวเองหน่อยได้มั้ย "
ยูมิซามะมีสีหน้าตึงเครียดขึ้นมาหน่อยหนึ่ง
"กับอีแค่คนแบบฉัน ใช้คำว่า 'กับอีแค่' ก็พอแล้วล่ะค่ะ"
"พูดอีกแล้ว"
"ไม่เกี่ยวกับยูมิซามะไม่ใช่เหรอคะ? ฉันแค่พูดถึงตัวเองเฉยๆ"
"เกี่ยวสิ เพราะโทโกะจังคือคนที่ฉันอยากให้มาเป็นน้องสาว อย่ามาเที่ยวลดคุณค่าของตัวเองตามใจชอบนะ"
ก็บอกอยู่นี่ไงว่าไม่ได้มีค่าอะไรขนาดนั้น ทำไมไม่เข้าใจกันบ้างเลย
"ตอนนั้นฉันอธิบายไปแล้วว่าที่ยูมิซามะมอบโรซารี่ให้ฉันก็เพราะรู้สึกสับสน และต่างฝ่ายต่างยอมรับกันไปแล้ว เพราะฉะนั้นประเด็นเรื่อง Soeur มันควรจะจบแค่นั้น แล้วทำไมถึงยังมาคอยเซ้าซี้กับฉันอยู่อีกคะ"
โทโกะจ้องยูมิซามะเขม็ง
"ยังไม่รู้อีกเหรอ?"
ยูมิซามะหยุดยืนนิ่ง แล้วถามคืนว่าไม่เข้าจริงๆ เหรอด้วยสายตาเงียบสงบ
ไม่รู้
กลัวที่จะได้รู้
ในตอนนี้ยูมิซามะมองตรงมายังโทโกะเพียงคนเดียวจนรู้สึกเหมือนจะถูกดูดกลืนเข้าไป
ที่จริงแล้วตัวเองก็รู้ดี
รู้กระทั่งว่าคำตอบที่ยูมิซามะเตรียมไว้ให้คืออะไร
แต่โทโกะไม่อาจปักใจเชื่อ จึงไม่สามารถรับเอาโรซารี่ที่ยื่นมาให้หรือโผเข้าไปในอ้อมแขนที่อ้ารอรับไว้ได้
"พอโทโกะจังปฏิเสธแล้ว ฉันคิดมาตลอดเลยนะ"
ยูมิซามะออกเดินอีกครั้ง โทโกะตามไปติดๆ
"ว่าจากนี้ไปฉันกับโทโกะจังจะเป็นยังไงต่อไป"
ทั้งคู่เดินตามไปถนนสายแปะก๊วยโดยทิ้งห่างกันเพียงครึ่งก้าว
"แต่ที่จริงๆ ไม่ใช่ 'จะเป็นยังไงต่อไป' หรอก ต้อง 'อยากจะเป็นยังไง' มากกว่า ฉันคิดแบบนั้นมาตลอดเลยเข้าใจในที่สุด"
ความจริงไม่จำเป็นจะต้องเดินตามหลังต้อยๆ หรือต้องเงียบฟังคนๆ นี้พูดเลยแม้แต่น้อย เพียงแค่เอ่ยปากบอกให้หยุดแล้วเลิกเดินตามก็จบเรื่องแล้ว แต่โทโกะยังคงเดินตามต่อไป เพราะอยากยืนยันให้แน่ใจว่ายูมิซามะจะพูดไปไกลถึงเรื่องไหนบ้าง
"สุดท้าย ฉันก็คิดได้ว่าโทโกะจังเป็นโทโกะจังนั่นแหละดีแล้ว"
ยูมิชะงักฝีเท้าก่อนโทโกะเสียอีก เดินกันมาจนถึงรูปปั้นพระแม่มาเรียแล้ว
"ฉันเป็นฉัน-----------"
ก่อนที่จะดีใจกับคีย์เวิร์ดคำนั้น โทโกะกลับรู้สึกสะกิดใจกับอะไรบางอย่างขึ้นมาก่อน แต่ยูมิซามะไม่สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยที่เกิดขึ้นบนสีหน้าของโทโกะเลย เพราะกำลังพนมมือสวดมนต์กับพระแม่มาเรียอยู่นั่นเอง
"ถ้าฉันได้เป็น Soeur โทโกะจังล่ะก็จะเป็นอะไรที่มีความสุขมากเลยล่ะ แต่ฉันรู้สึกว่าถ้าไปยึดติดกับการเป็น Soeur มากเกินก็อาจจะทำให้มองไม่เห็นสิ่งคัญไป"
ยูมิซามะลืมตาขึ้นแล้วหันมาหา โทโกะลืมการสวดมนต์ไปเสียสิ้นแล้วทวนคำพูดเดิมซ้ำ
"ฉันเป็นฉันงั้นเหรอคะ?"
โทโกะรู้สึกใจเต้นรัวขึ้นมา เรื่องนี้ไม่ใช่สิ่งที่ควรถามอย่างเจาะลึกเลย แต่ว่าหากจะทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ก็ใช่ที่
"ใช่แล้วล่ะ ต่อให้โทโกะจังทำอะไร ความรู้สึกของฉันก็จะไม่สั่นคลอน เหตุผลแท้จริงที่ลงสมัครเลือกตั้งคณะกรรมการนักเรียนก็เหมือนกัน ถ้าโทโกะจังไม่อยากให้ถามฉันก็ไม่คิดดึงดันซักไซ้ ถ้านั่นคือการตัดสินใจที่โทโกะจังคิดหนักมาดีแล้วฉันต้องยอมรับ เหตุผลที่เธอหนีออกจากบ้านก็ด้วย พ่อแม่ของโทโกะจังเป็นคนยังไง เธอมีชีวิตวัยเด็กเป็นยังไง ตอนนี้มีความสัมพันธ์กันแบบไหน เรื่องพวกนั้นน่ะไม่เกี่ยวกับความรู้สึกที่ฉันมีให้โทโกะจังเลยแม้แต่น้อย"
ระหว่างที่ฟังความเห็นของยูมิซามะ จังหวะหัวใจของโทโกะยิ่งเต้นรุนแรงมากขึ้น
พ่อแม่ ชีวิตสมัยเด็ก ความสัมพันธ์...ทำไมถึงกล้าพูดคำพูดพรรค์นั้นกับโทโกะได้อย่างหน้าซื่อๆ แบบนี้
"งั้นเองเหรอคะ"
อา นึกแล้วไม่ผิด
"แบบนี้นี่เอง"
"เอ๊ะ?"
"ฉันเป็นฉัน? ไม่เกี่ยวกับพ่อแม่? สุดท้ายก็เป็นเรื่องนี้จริงๆ สินะคะ"
คนๆ นี้ยังยืนกะพริบตาปริบๆ อย่างเงียบๆ โดยไม่เฉลียวใจถึงความพลาดพลั้งของตัวเองแม้แต่น้อย
"ฉันไม่รู้หรอกนะคะว่าทราบมาตั้งแต่เมื่อไหร่ สุดท้ายที่ขอให้ฉันมาเป็น Soeur ในตอนนั้นก็เพราะเอาความสมเพชในตัวฉันเป็นที่ตั้งแน่ๆ ยูมิซามะน่ะแค่อยากเป็นซาร่าในคืนศักดิ์สิทธิ์เท่านั้นเองจริงๆ นั่นแหละ ตอนที่เอาโรซารี่ให้ฉันคงจะรู้สึกอิ่มเอมใจน่าดูเลยนะคะเนี่ย"
รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นคนโง่ที่นึกอยากเชื่อขึ้นมาชั่วขณะ
ในวันคริสต์มาสวันนั้น
ณ ตรงนี้ หน้ารูปปั้นพระแม่มาเรีย
"คิดอยู่เหมือนกันค่ะว่ามันแปลกๆ ยูมิซามะน่ะไม่มีทางอยากให้คนอย่างฉันไปเป็นน้องสาวหรอก แต่ในที่สุดก็ไขปริศนาได้ซะที"
"พูดอะไรเนี่ย ไม่เห็นเข้าใจเลย"
"ถ้าทำไปโดยไม่ได้รู้ตัวล่ะก็ยิ่งแย่ที่สุดเลยค่ะ"
"นี่ กำลังเข้าใจอะไรผิดรึเปล่าเนี่ย?"
ยูมิซามะก้าวเท้าเข้ามาหาโทโกะหนึ่งก้าว
"อย่าเข้ามานะคะ!"
โทโกะตะโกนสุดเสียง
"อย่าเข้ามาใกล้มากกว่านี้นะ!"
"โทโกะจัง"
"ฉันไม่อยากได้ยินคำแก้ตัวอะไรอีกแล้วค่ะ"
ทั้งคู่ยืนจ้องกันและกันโดยรักษาระห่างไว้ราว 1 เมตร
"เข้าใจแล้ว"
ในที่สุดยูมิซามะก็เอ่ยปากพูด
"ดูท่าเลือดจะขึ้นหน้าไปแล้ว พูดอะไรไปตอนนี้คงไม่ฟังสินะ"
พูดจบยูมิซามะก็หันหลังให้ เดินห่างจากโทโกะไป จากหนึ่งเมตรเป็นสองเมตร พอห่างไปได้สามเมตรก็หันมาเรียก "โทโกะจัง" เหมือนกับลืมบอกอะไรไป
"ยืนนับ 1-100 อยู่ตรงนั้นแหละ"
และพูดทิ้งท้ายว่าห้ามขยับตัวไปไหนจนกว่าจะนับจบแล้วเดินห่างออกไปอีกหน
โทโกะนับ "หนึ่ง สอง" อย่างไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไรตามที่ได้รับคำสั่งมา ทั้งที่ในใจนึกขัดแย้งว่าทำไมตัวเองจะต้องทำตามคำสั่งของคนที่เพิ่งไล่ตะเพิดไปด้วย แต่มีพลังบางอย่างในคำพูดนั่นผลักดันให้โทโกะต้องทำ
จริงอยู่ว่าตอนนี้โกรธจนเลือดขึ้นหน้า แต่ก็รู้สึกสับสนไปพร้อมๆ กันจนไม่สามารถคิดอะไรๆ ได้ ไม่รู้กระทั่งว่าตัวเองทำอะไรและควรทำสิ่งใดจึงถูกต้อง ในสภาพที่จิตใจไม่มั่นคงแบบนี้ การทำอะไรตามที่คนอื่นสั่งย่อมสบายกว่าอยู่แล้ว แม้มันจะเป็นคำสั่งจากคนที่หลอกให้ตัวเองติดกับอย่างไม่เต็มใจก็ตามที ฉะนั้นการกระทำง่ายๆ ไม่บาดเจ็บเสียหายอย่างการนับเลขนี่แหละที่เหมาะ
"23 24"
ที่จริงไม่ได้ถูกสั่งว่าให้หลับตาหรอก แต่ไม่รู้ตัวเองหลับตาปี๋ตั้งแต่เมื่อไหร่ ขณะนี้โทโกะคือยักษ์ในเกมเล่นซ่อนแอบ
"49 50"
อยู่ๆ ขาเกิดสั่นกลางคัน จึงนั่งยองมันตรงนั้น
"76 77 78"
ตัวเลขเกิดขึ้นมาและจางหายไป สิ่งที่อยู่ในหัวสมองตอนแรกมีเพียงแต่ความคิดด้านมืดที่แตกสาขาไปทั่วราวกิ่งไม้ และตัวเลขก็เข้าไปติดค้างแหง่กอยู่ในนั้น แต่ว่าในตอนนี้เหลือเพียงตัวเลขเพียงอย่างเดียวแล้วและไหลต่อไปอย่างปกติ
"91 92"
เลือดที่พุ่งปรี๊ดขึ้นไปในหัวสมองเริ่มไหลกลับลงมาเยอะแล้ว
"100"
โทโกะลืมตาขึ้น
แม้จะมองรอบตัว แต่ก็ไม่เห็นเงาของยูมิซามะ
ที่อยู่ที่นั่นมีเพียงพระแม่มาเรียเท่านั้นเอง
<<Part 1 || Part 2 || Part 3>>
พาร์ทสุดท้าย โปรดติดตามว่าความลับของโทโกะคืออะไร และจะโดนเจ๊ซัจจี้ตบเกรียนแบบไหน...รับรอง แรง...
ง่วงค่ะ นอนละ มันส์จัดเลยลุยยันจบเลย
