Page 3 of 6

Re: [แปล] Marimite Main Story : ในกระเป๋า part 1

PostPosted: Sun Feb 15, 2009 2:25 am
by DarkNeon
ห่างหายไปนาน หลังจากเฟลแล้วเฟลอีกกับภาค 4 ตอนแรกเรากะว่าจะไม่แปลอันนี้แล้ว แต่คิดว่าอนิเมคงทำได้ไม่ดีเท่าแหง เลยแปลดีกว่า มาจากเล่มนี้ค่ะ

Image

Ookina Tobira , Chiisana Kagi เล่มที่เรารู้สึกว่าเนื้อเรื่องดุเด็ดเผ็ดแซ่บที่สุดของอาร์คยูมิ-โทโกะ แล้วก็เป็นเล่มเดียวที่ไม่มีการเล่าเรื่องผ่านมุมของยูมิเลย ^_^ เล่มนี้แบ่งเป็น 2 ส่วนใหญ่ โดยส่วนแรกมีชื่อว่า Keyholder เป็นเรื่องผ่านมุมมองของเจ๊ซัจจี้ โยชิโนะ โนริโกะ (แค่นี้มั้ง) ส่วนที่ 2 ใช้ชื่อว่า Heart no Kagiana (ช่องกุญแจในหัวใจ) ซึ่งเป็นเหตุการณ์ผ่านมุมของโทโกะล้วนๆ ซึ่งในส่วนสองนี้ยังแบ่งย่อยอีก 3 บท เราเลือกมาเฉพาะบทสุดท้าย "ในกระเป๋า" ค่ะ (แล้วในแต่ละบทเอง จะมีการคั่นแยกเหตุการณ์ย่อยๆ อยู่แล้วนะ)

Image

เนื้อเรื่องอันนี้เป็นเหตุการณ์หลังจากเลือกตั้งบาระซามะ และกำลังเตรียมงานวาเลนไทน์ค่ะ แล้วก็เป็นบทที่โทโกะโดนตบเกรียน :lol:

ในส่วนแรกนี้จะเป็นเล่าย้อนถึงการพบกันครั้งแรกของน้องดริลกับยูมิ...ไม่ใช่ในภาคฮารุค่ะ...หึหึ


Ookina Tobira, Chiisana Kagi

Part 2 : Heart no Kagiana (ช่องกุญแจในหัวใจ)

Chapter : Pocket no Naka (ในกระเป๋า) #1



<<Part 1 || Part 2 || Part 3>>

ชีวิตในโรงเรียนดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่ประกอบขึ้นมาจากกิจกรรมต่างๆ ผ่านพ้นคริสต์มาส ย่างเข้าฤดูหนาว พอเข้าปีใหม่และเริ่มเรียนเทอมสามก็มีการเลือกตั้งคณะกรรมการนักเรียนรุ่นถัดไป เสร็จสิ้นไม่ทันไรก็ถึงวันวาเลนไทน์ซะแล้ว มารู้ตัวเอาก็ตอนทำกวาดพื้นในช่วงทำเวร เพราะเศษฝุ่นผงที่กองรวมกันอยู่หน้าที่โกยผงนั้นมันดูมีสีสันมากกว่าปกติ ในตอนแแรกก็ไม่ได้สนใจอะไรเป็นพิเศษว่ามันมีวันแบบนี้ด้วยหรือ แต่ในวันต่อมาปริมาณของมันก็มากกว่าเดิมราวกับนับถอยหลังรอวันจริง

ปกติสิ่งที่หล่นอยู่ตามพื้นมักเป็นขยะชิ้นเล็กๆ ที่ไม่สามารถถือไปทิ้งในถังขยะได้ หรือไม่ก็เป็นเศษฝุ่นผงที่ปลิวมาจากข้างนอก เส้นผมร่วงของบรรดานักเรียนก็มีเยอะ เพราะฉะนั้นพอกวาดพื้นทีไรจึงมักได้กองขยะหยาบๆ สีโมโนโทน ขาวบ้าง ดำบ้าง แต่ในช่วงนี้มีเศษฝุ่นผงสีแดงบ้าง เหลืองบ้าง น้ำเงินบ้าง หรือแม้แต่สีที่ไม่สามารถอธิบายได้ว่ามันคือสีอะไรปะปนเข้ามา

มันคืออะไรกันนะ

พอจ้องสิ่งที่อยู่ในที่โกยผงสักพัก ก็รู้ว่าตัวตนแท้จริงของขยะหลากสีพวกนี้คืออะไร

(อา)

มันคือเศษไหมพรมที่บรรดาเพื่อนในห้องพากันถักอยู่เมื่อช่วงพักนั่นเอง ถึงอย่างนั้นก็ตามแค่ถักเพียงอย่างเดียว มันจะให้เกิดกองขยะได้ขนาดนี้เชียวหรือ ไม่สิ ใช่ว่าจะเกิดไม่ได้ ถ้ามีบางคนถักๆ รื้อๆ ซ้ำไปซ้ำมาล่ะก็เป็นไปได้ คนที่ใช้ไหมขนแกะเป็นขุยๆ ก็มีอยู่เหมือนกัน ในช่วงเวลาอีก 2 สัปดาห์ก่อนถึงวันวาเลนไทน์นี้หากมีนักเรียนจำนวน 1/3 ของห้องทำของถักในเวลาพักทุกครั้งล่ะก็คงจะได้ขยะปริมาณราวๆ นี้แน่ และถึงแม้นักเรียนบางคนไม่ได้ถักอะไร ก็มีบ้างที่ขอแบ่งเชือกจากเพื่อนสนิทมาเล่นพันด้ายกัน ปี 1 ห้องสึบากิจึงมีขยะเศษด้ายลอยฟุ้งอยู่เต็มไปหมด

ประเด็นสนทนาเกี่ยวกับช็อคโกแลตก็มีพูดถึงกันอยู่ทุกที่ บ้างก็ตั้งหน้าตั้งตาจดส่วนผสมจากหนังสือทำขนม บ้างก็จดๆ จ้องๆ ที่แคตตาล็อกสินค้าของร้านช็อคโกแลตชื่อดังที่ได้ตีพิมพ์ลงในนิตยสาร ไม่ว่าจะมีโอเน่ซามะหรือไม่แต่ทุกคนต่างมีท่าทางสนุกสนานมาก เพราะมันคือวันวาเลนไทน์ของแผนก ม.ปลายที่ตั้งตารอ บางทีคนที่ไม่ตื่นเต้นอะไรเลยนี่แหละที่ผ่าเหล่าผ่ากอ

หลังเลิกเรียนในวันเสาร์

การทำความสะอาดเรียบร้อย ล้างมือเสร็จสิ้น พอจะหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาจากกระเป๋าก็มีบางสิ่งหลุดออกมาพร้อมๆ กันและตกลงไปยังพื้น เมื่อเก็บขึ้นมาเปิดดูก็พบว่ามันคือหนังสือพิมพ์ลิลเลียนฉบับพิเศษที่มีแจกเมื่อเช้าที่ตัวเองพับเก็บเป็นเศษกระดาษไว้เป็น 4 ส่วนนั่นเอง โทโกะหัวเราะออกมา ลืมมันทิ้งไว้ในกระเป๋าทั้งอย่างนั้นซะสนิทเลย

"ปีนี้พบกันอีกครั้งกับ การล่าสมบัติ!!"

ตัวหนังสือพาดหัวเด่นเป็นสง่า

ยังไงก็ตามแทบไม่รู้สึกเลยว่านี่เป็นข่าวเร่งด่วนแต่อย่างใด ครั้งแรกที่เห็นข้อความนี้ คิดว่าเป็นกลยุทธ์ของหนังสือพิมพ์ลิลเลียนที่แง้มข้อมูลออกมาเล็กน้อยเพื่อเรียกกระแสซะอีก แต่ที่จริงแล้วเหมือนจะยังไม่มีกำหนดรายละเอียดใดๆ ตายตัว

"มามิซามะจากชมรมหนังสือพิมพ์เค้าบอกว่าไว้ตกลงรายละเอียดได้เมื่อไหร่ จะประกาศทันทีน่ะ"

โนริโกะบอกแบบนี้ในคาบพักพลางหนีจากกลุ่มเพื่อนร่วมห้องที่คอยไล่ตาม ตั้งแต่หลังการเลือกตั้งคณะกรรมการนักเรียนมา รอบตัวโนริโกะมีแต่ความวุ่นวายมากขึ้นทุกที นอกจากจะยุ่งกับงานของยามะยูริไคแล้ว บรรดานักเรียนรุ่นเดียวกันยังพากันมาห้อมล้อมทุกครั้งที่ถึงเวลาพักเพื่อถามข่าวกิจกรรม เพราะฉะนั้นในช่วงหลายวันมานี้ภาพของโนริโกะที่ได้เห็นจึงเป็นในตอนที่คอยวิ่งหนีวนไปวนมาอยู่ทุกเมื่อ เพราะมัวแต่มาตอบคำถามเรียง
คนถึงได้ไม่หมดเสียที ไม่รู้ว่า "โนริโกะซังคนที่มักไม่สุงสิงกับคนอื่นๆ" ในช่วงเข้าเรียนใหม่ๆ คนนั้นหายไปไหนกัน

โทโกะคิดถึงตรงนี้ ก็ฝืนยิ้มออกมา ถ้าจะให้พูดบ้างแล้ว "โทโกะซังผู้ไร้เดียงสาแถมชอบเจ้ากี้เจ้าการ" ก็เป็นคนในอดีตเช่นกัน พอกันทั้งคู่นั่นแหละ

ไม่รู้มันกลับตาลปัตรเป็นแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่ช่างเถอะ นี่ไม่ได้เป็นการสลับบทบาทอะไรกันซะหน่อย เพียงแค่ต่างฝ่ายต่างเปลี่ยนแปลงจนกลายมาเป็นอย่างในปัจจุบันเท่านั้น

"ล่าสมบัติ....เหรอ"

โทโกะเอาหนังสือพิมพ์ฉบับพิเศษใส่กลับเข้าไปในกระเป๋าข้างขวา แต่มือที่ใส่กลับเข้าไปยังค้างอยู่ในกระเป๋าเช่นนั้น

การล่าสมบัติเมื่อปีที่แล้ว ตัวเองไม่ได้เข้าร่วมด้วยเพราะยังอยู่ชั้น ม.ต้น ถึงแม้จะปฏิเสธคำชวนของเพื่อนร่วมห้องที่ให้ทำเป็นเนียนปะปนไปร่วมสนุกแล้วก็ตาม แต่ก็ยังอดอยากรู้ไม่ได้ จึงทำทีเป็นจะกลับบ้านแล้วไปเดินด้อมๆ มองๆ แถวตึก ม.ปลายดู แล้วก็-----

(เหมือนคนบ้าไม่ผิดเลย)

เสียงกรอบแกรบของฉบับพิเศษดังมาจากในกระเป๋า ในตอนนี้มันไม่ใช่กระดาษพับ 4 ส่วนอีกต่อไปแล้ว เป็นเพียงแค่ก้อนขยะกลมๆ เท่านั้น

(เหมือนคนบ้าไม่ผิดเลย)

โทโกะเร่งฝีเท้าเดินไปตามระเบียงให้เร็วขึ้น ราวกับจะสลัดภาพความทรงจำในอดีตให้หลุดออกไป ทำไมตัวเองจะต้องนึกถึงภาพนั้นขึ้นมาด้วยนะ

(เหมือนคนบ้าไม่ผิดเลย เหมือนคนบ้าไม่ผิดเลย เหมือนคนบ้าไม่ผิดเลย เหมือนคนบ้าไม่ผิดเลย!)

ไม่ว่าจะหนียังไง ก็ยังไล่ตามมา

มันคือภาพของคนๆ นั้นที่วิ่งไปทั่วโรงเรียนเมื่อ 1 ปีก่อนหน้านี้พอดี ท่าทางพยายามเอาเป็นเอาตายเพื่อจะหนีให้พ้นจากเหล่านักเรียนที่ไล่ตาม แต่ไม่ว่าจะดูยังไงมันก็เหมือนกับม้าแข่งที่วิ่งอยู่หัวแถวนำม้าตัวอื่นๆ อยู่

คนๆ นี้คือคนที่ซาจิโกะโอเน่ซามะได้เลือก

โทโกะรู้สึกกลัว แต่ไม่รู้ว่านี่คือความหวาดกลัวที่มีให้กับสิ่งใด แค่อยู่ๆ ก็กลัวขึ้นมาซะเฉยๆ จะเข้าใกล้คนๆ นี้ไม่ได้เด็ดขาด

(ไม่ไหว...)

ยิ่งพยายามสลัดทิ้งมากเท่าไหร่ ก็สลัดภาพของยูมิซามะออกไปไม่ได้ซะที โทโกะเลิกล้มความตั้งใจแล้วลดความเร็วฝีเท้าลง ไม่รู้ว่ากลับมาถึงหน้าห้องสึบากิของชั้นปี 1 เมื่อไหร่

"งั้นทุกคน ฉันไปก่อนนะ!"

ผู้ที่ส่งเสียงทักทายคนในห้องแล้วรีบร้อนออกมาคือโนริโกะ

"อ๊ะ โทโกะ"

โนริโกะทักทายอย่างยิ้มแย้มแจ่มใสเมื่อเห็นหน้าเพื่อนสนิท

"ท่าทางงานยุ่งนะ โนริโกะซังจะไปเรือนกุหลาบเหรอ?"

"เปล่าหรอก วันนี้ไม่มีนัดรวมตัว ที่รีบเพราะว่าวันนี้มีรายการเกี่ยวกับพระพุทธรูปฉายทางทีวี ลืมตั้งเวลาอัดไว้ แถมโชคไม่ดีที่คุณย่าไม่อยู่ แต่ถึงอยู่ฉันก็ไม่กล้าขอร้องอยู่ดีแหละ"

ที่ไม่กล้าขอร้อง เพราะยังเกรงใจหรือเพราะคุณย่ายังใช้อุปกรณ์พวกนี้ได้ไม่คล่องกันแน่

"ฉายกี่โมงเหรอ?"

"เอ...บ่ายสองล่ะมั้ง"

"งั้นต้องรีบแล้วนะ"

พอมองนาฬิกาข้อมือ ปรากฏว่าตอนนี้เลยบ่ายโมงมานิดหน่อยแล้ว ถ้าจำไม่ผิดที่พักของโนริโกะนั้นต้องนั่งรถไฟจากสถานี M ไปอีก 2-3 สถานี ถ้าขึ้นรถเมล์แล้วต่อรถไฟได้ตรงเวลาก็ใช่ว่าจะกลับไปไม่ทัน แต่รถเมล์ที่เวียนรอบมาหน้าโรงเรียนมักมาสายเป็นประจำ ฉะนั้นจะย่ามใจไม่ได้

"อื้อ งั้นไปก่อนนะ"

โนริโกะหันหลังให้

"อ๊ะ โนริโกะซัง"

โทโกะเผลอตัวเรียกออกไป

"เอ๊ะ อะไรเหรอ?"

ที่จริงควรจะคิดไว้ก่อนว่าจะพูดอะไรก่อนเรียกคนอื่นให้หันมา แต่ว่าก็เผลอเรียกออกไปแล้ว ระยะนี้พออยู่ด้วยกันสองคนทีไรก็มักมีพูดกันแต่ประเด็นหนักๆ ไม่รู้เพราะอย่างนี้หรือเปล่า...พอได้ยินโนริโกะไม่ได้พูดจาด้วยคำพูดเสียดสีเลยทำให้รู้สึกแปลกๆ

"ท่าทางคงเหนื่อยนะ ปีนี้เธอเป็นฝ่ายซ่อนสมบัติไม่ใช่เหรอ?"

ถึงจะถามว่าลำบากหรือเปล่า แต่ถ้าคำพูดที่ออกไปจากปากกลับกลายเป็นคำนี้ก็ไม่ต่างจากบรรดาเพื่อนร่วมห้องที่มารุมล้อม Rosa Gigantea en Bouton เท่าไหร่นัก

"เปล่าหรอก"

โนริโกะปฏิเสธด้วยรอยยิ้ม

"คือว่านะ นักเรียนปี 2 สามคนจะเป็นฝ่ายซ่อนการ์ดน่ะ เอ...จริงสิ รู้สึกจะอยู่นี่..."

โทริโกะพูดพลางเอามือล้วงกระเป๋า แล้วดึงเอาอะไรบางอย่างออกมาด้วย

"นี่ไง มีเขียนไว้ใช่มั้ยล่ะว่า 'บาระซามะรุ่นต่อไปทั้ง 3 คน' "

สิ่งที่ยื่นมาคือหนังสือพิมพ์ลิลเลียนฉบับพิเศษ โนริโกะชี้ให้เห็นหัวข้อข่าวแล้วอธิบาย

"ปีที่แล้วเป็น Bouton เลยดูเหมือนจะมีคนเข้าใจผิดเยอะ มีไอ้นี่รึเปล่าน่ะ?"

"...ไม่มี"

โทโกะขยำเศษกระดาษในกระเป๋ากระโปรงด้านขวาอีกครั้งหนึ่ง

"งั้นฉันให้ ฉันอ่านหมดแล้ว แถมน่าจะมีเก็บไว้ที่เรือนกุหลาบด้วย อยากดูตอนไหนก็ดูได้"

หลังพับหนังสือพิมพ์ที่กางอยู่ และยัดใส่มือซ้ายของโทโกะเรียบร้อยแล้ว โนริโกะก็พูดว่า "ถ้างั้น คราวนี้แหละ" พร้อมหายตัวไปจากระเบียงอย่างรวดเร็ว

หลังกลับเข้ามาในห้องเรียนแล้ว โทโกะนึกสงสัยตัวเองว่าเพราะเหตุใดจึงรับเอาหนังสือพิมพ์ลิลเลียนที่ตัวเองมีอยู่แล้วมาอีก บนโต๊ะตอนนี้มีแผ่นที่เพิ่งได้รับกับเศษกระดาษที่เอาออกจากกระเป๋ามาเรียงคู่กัน

(อันนี้ของโนริโกะ ส่วนอันนี้ของโทโกะ)

พอใช้นิ้วเขี่ยๆ ก็เอากระดาษทั้งสองแผ่นใส่ไว้ในกระเป๋าด้วยกัน

มันช่วยไม่ได้นี่

เพราะไม่ว่ายังไงก็ไม่อยากให้โนริโกะได้เห็นก้อนกระดาษกลมๆ ในตอนนั้น


<<Part 1 || Part 2 || Part 3>>


พาร์ทสอง สิบกว่าหน้าแน่ะ...โปรดติดตาม โทโกะโดนยูมิตบเกรียนได้ในตอนต่อไป

Re: [แปล] Marimite Main Story : ในกระเป๋า part 1

PostPosted: Sun Feb 15, 2009 3:25 am
by fate
เรื่องสั้นของโยโกะกับซาจิโกะ น่ารักมากกกกกก

Spoiler: show
ชอบตอนจบ ที่ซาจิโกะบอกว่า เลิกเรียนพิเศษทุกวิชาแล้ว โห คุยกันครั้งเดียว ติดใจโยโกะขนาดนั้นเลย :lol:


เรื่องในกระเป๋า (โทโกะ-ยูมิ) พออ่านถึงคำนี้
Spoiler: show
โปรดติดตาม โทโกะโดนยูมิตบเกรียนได้ในตอนต่อไป

รอตอนต่อไป ด้วยใจระทึกเลย :twisted:

Re: [แปล] Marimite Main Story : ในกระเป๋า part 1

PostPosted: Sun Feb 15, 2009 6:49 am
by ammy
แว๊กๆๆๆ ขอบคุณค่ะ อยากอ่าน แต่ติดสอบ ทนๆไว้ๆๆ เด๋วอ่านเพลิน ได้ F กลับมายุ่งเลย อิอิ 17 เด๋วกลับมาอ่าน *..*

แต่พอดีมั้ง ที่จะได้อ่าน อิอิ

Spoiler: show
โปรดติดตาม โทโกะโดนยูมิตบเกรียนได้ในตอนต่อไป




ขอบคุณมากค่ะ

เหลืออนิเมแบบ OVA แปลไทย อยากดูมากมาย

Re: [แปล] Marimite Main Story : ในกระเป๋า part 1

PostPosted: Sun Feb 15, 2009 11:37 am
by WuDragon
Spoiler: show
โนริโกะธุรกิจรัดตัว ไม่มีเวลามานั่งจี้โทโกะให้กล้าซะแล้ว (แต่อุตส่าห์มีเวลาชิ่งกลับบ้านไปดูรายการพระพุทธรูปได้เฉย)
สุดท้ายตำแหน่งดันน้องดริลยอดเยี่ยมคงต้องยกให้คานาโกะสินะ

ว่าแล้วก็อยากอ่านพาร์ทต่อไป...
Spoiler: show
ที่น้องดริลจะถูกยูมิตบเกรียน :lol:

Re: [แปล] Marimite Main Story : ในกระเป๋า part 1

PostPosted: Sun Feb 15, 2009 12:47 pm
by namaste
เหมือนคนบ้าไม่ผิดเลย

เหมือนคนบ้าไม่ผิดเลย

เหมือนคนบ้าไม่ผิดเลย


:lol: :lol: :lol: :lol:
ขอเกรียนมั่ง 55555555

Re: [แปล] Marimite Main Story : ในกระเป๋า part 1

PostPosted: Sun Feb 15, 2009 3:06 pm
by dramer
หุหุ เผ้ารอตอนต่อไป อย่างใจจดใจจอ ขอบคุณที่แปลมาให้อ่านครับ

Re: [แปล] Marimite Main Story : ในกระเป๋า part 1

PostPosted: Sun Feb 15, 2009 3:59 pm
by nishiae
ขอรอด้วยเดี๋ยว
Spoiler: show
จะโดนตบเกรียน

PostPosted: Mon Feb 16, 2009 3:18 am
by DarkNeon
Ookina Tobira, Chiisana Kagi

Part 2 : Heart no Kagiana (ช่องกุญแจในหัวใจ)

Chapter : Pocket no Naka (ในกระเป๋า) #2



<<Part 1 || Part 2 || Part 3>>

เมื่อโทโกะเดินผ่านทางเดินหน้าที่วางรองเท้าเพื่อกลับบ้าน ก็เห็นคนๆ นั้นที่กำลังเดินมาทางนี้เพื่อเตรียมตัวกลับบ้านพอดี

"อ้าว?"

การที่อีกฝ่ายเปล่งเสียงทักทายออกมาได้ แปลว่านี่ไม่ใช่ความฝันหรือภาพลวงตาแต่อย่างใด คนๆ นั้นเดินมาหาโทโกะที่ยืนนิ่งพร้อมกล่าวคำ "สวัสดีจ้ะ" ด้วยหน้าตายิ้มแย้ม

ฟุคุซาวะ ยูมิซามะได้มายืนอยู่ต่อหน้าโทโกะราวกับปาฏิหาริย์เช่นนี้เอง

(นี่มันเรื่องอะไรกันเนี่ย)

โทโกะฝืนยิ้ม

พอโล่งใจว่าภาพลวงในอดีตที่ไล่ตามหลังมาเมื่อกี้ได้สลายหายไปแล้ว แต่กลับต้องมาเจอกันซึ่งๆ หน้าในสถานที่แบบนี้อีก ประมาทเกินไปหน่อย

แต่มานึกๆ ดู เมื่อกี้โนริโกะก็ได้เหลือคำใบ้ทิ้งไว้ให้แล้วว่าไม่มีนัดรวมตัวที่เรือนกุหลาบในวันนี้ แปลว่าคงคาดการณ์ไว้แล้วแน่ๆ 100% ว่าอาจเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น

โทโกะคิดล่องลอยไปเรื่อยว่ายูมิซามะมาตัวคนเดียว ไม่ได้มาพร้อมกับซาจิโกะซามะผู้เป็นโอเน่ซามะ หรือกับชิมาสึ โยชิโนะซามะที่เป็นเพื่อนร่วมห้อง คงกลับบ้านตามลำพังสินะ

"สวัสดีค่ะ"

โทโกะยิ้มหวาน การสร้างรอยยิ้มเพียงแค่นี้ไม่ใช่เรื่องยากอะไรอยู่แล้ว

"โทโกะจังกำลังจะกลับบ้านเหรอ?"

"ค่ะ"

โทโกะนึกในใจว่า คนๆ นี้ตั้งคำถามได้เซ่อซ่ามาก ทั้งที่เห็นเต็มตาว่าอีกฝ่ายถือกระเป๋าและสวมโค้ท แต่จริงๆ แล้วคนที่เซ่อซ่าเองอาจเป็นตัวโทโกะมากกว่า

"งั้นเดินไปสถานีด้วยกันนะ"

ยูมิซามะกล่าว

"...ค่ะ"

หลุดปากไปแล้วว่ากำลังจะกลับ ณ ด้านหน้าของที่วางรองเท้า จะมาอ้างว่าเดี๋ยวแวะห้องสมุด หรือแวะซื้อของที่ชมรมขายของเพื่อสร้างช่องว่างของเวลาระหว่างตนกับยูมิซามะหาโอกาสปลีกตัวไปไม่ได้อีกแล้ว

ตู้วางรองเท้าของนักเรียนปี 1 กับปี 2 ตั้งอยู่คนละที่กัน ฉะนั้นหากรีบรุดหนีออกมาตอนที่อีกฝ่ายกำลังเปลี่ยนรองเท้าอยู่ ย่อมหนีได้สบายๆ แต่ว่าทำไปแล้วจะได้อะไรขึ้นมา มีแต่จะยิ่งทำให้ตัวเองดูเซ่อซ่ามากกว่าเก่าอีก พอจินตนาการถึงภาพด้านหลังของตัวเองยามวิ่งเต็มกำลังไปตามถนนเล็กๆ ที่มุ่งสู่ฝั่งห้องสมุดแล้วมันชวนให้นึกขำไม่น้อย โทโกะเตรียมใจพร้อมแล้วออกเดิน พอมาถึงทางออก ยูมซามะิก็เดินรั้งหลังตามมา

"ขอโทษที่ให้รอ"

ก็ให้รอจริงๆ นั่นแหละ นับว่าเป็นเวลาที่นานผิดปกติสำหรับการเปลี่ยนรองเท้าเพียงอย่างเดียว

"ไปกันรึยังล่ะ"

"ค่ะ"

โทโกะหันกลับไปมองยังบริเวณที่ยูมิซามะออกมา ไม่เห็นวี่แววของนักเรียนคนใดที่น่าจะหยุดคุยกับยูมิซามะเลยแม้แต่คนเดียว

"ฉันน่ะนะ"

ยูมิซามะที่เดินนำหน้าอยู่ครึ่งก้าวกระซิบเบาๆ

"อยากคุยกับโทโกะจังสองคนแบบนี้แหละ แต่ไม่รู้ว่าโทโกะจังจะคิดยังไงบ้าง กลัวว่าถ้าแวะไปหาที่ห้องสึบากิของปี 1 อาจเป็นการสร้างปัญหาให้ ก็เลยอดใจเอาไว้ตลอด"

ยูมิซามะหันมาช้าๆ จ้องมองโทโกะ

"ฉันถึงดีใจมากเลยที่เราบังเอิญได้เจอกันเมื่อกี้"

"---------"

ความคิดที่ว่าบางทีในตอนนั้นยูมิซามะอาจจงใจสร้างเวลาให้เพียงพอที่โทโกะจะหนีไป ได้แว้บขึ้นมาในสมองของโทโกะ

เมื่อกะระยะทางที่เดินมาจนถึงตอนนี้ด้วยสายตาว่าจำเป็นต้องใช้เวลาเท่าไหร่ในการวิ่งจากทางออกไปจนถึงห้องสมุด ก็พบว่ามันแทบจะพอดีกับเวลาที่ยูมิซามะปล่อยให้โทโกะรอเลยทีเดียว

คนๆ นี้คิดว่าโทโกะจะหนีไปก็ไม่เป็นไรสินะ --- อาจจะล่ะมั้ง

(หรือจริงๆ อยากให้หนีซะมากกว่า?)

ไม่ใช่

คำพูดที่บอกว่าดีใจที่บังเอิญเจอกันกับรอยยิ้มนั่นไม่ใช่ของปลอมอย่างแน่นอน ถ้าไม่อยากกลับกับโทโกะก็ไม่เห็นต้องมาชวนให้กลับด้วยกันตั้งแต่แรก ไม่จำเป็นจะต้องใช้วิธีอ้อมค้อมแบบนี้เลยสักนิดเดียว

คิดไปก็ไม่ได้คำตอบ โทโกะเลิกคิดแล้วถามคำถามออกไป

"มีอะไรอยากจะพูดด้วยถ้าได้เจอฉันเหรอคะ?"

นี่เป็นครั้งแรกที่ได้อยู่ตามลำพังสองคน นับตั้งแต่คริสต์มาสปีที่แล้วมา ในตอนนั้นโทโกะตกตะลึงกับโรซารี่ที่ยื่นมาให้อย่างฉับพลัน และปฏิเสธโรซารี่นั้นไปด้วยคำพูดแข็งกร้าว ตัวโทโกะเองก็เตรียมใจแล้วเหมือนกันว่าหากได้อยู่กันตามลำพังสองคน อาจจะต้องถูกต่อว่าสักคำสองคำด้วยความแค้นเคืองแน่

แต่ว่า

"อะไรกันนะ ไม่รู้สิ ไม่ใช่ว่าฉันไม่อยากคุยนะ จะเรียกว่าไม่ชัดเจนก็ได้ อารมณ์คล้ายๆ เหมือนกับมีลิ้นชักเยอะแยะไปหมด ไม่รู้จะเริ่มดึงจากตรงไหนมาคุยก่อนดีทำนองนั้น"

คำตอบ "ไม่ชัดเจน" ของยูมิซามะนั้นตรงตามความหมายของมัน จับประเด็นอะไรไม่ได้เลย

"เอาเป็นว่า อย่างนี้ละกัน...ทั้งที่จริงไม่ได้ธุระสำคัญเป็นพิเศษ แต่เกิดรู้สึกอยากรั้งเพื่อนให้อยู่ด้วยกันขึ้นมาล่ะมั้ง? ยังไงก็ช่างขอให้เธออยู่ที่นี่ ไว้เดี๋ยวค่อยคิดทีหลังว่าทำไมอะไรแบบนี้น่ะ....ไม่เข้าใจสินะ"

"......"

ไม่ใช่ไม่เข้าใจหรอก

เพราะเมื่อกี้โทโกะก็เพิ่งถูกขับเคลื่อนด้วยความรู้สึกแบบนั้นเรียกโนริโกะไว้หยกๆ ถ้าอย่างนั้นความรู้สึกที่ยูมิซามะมีให้โทโกะในตอนนี้ก็เหมือนกับความรู้สึกที่โทโกะมีในตอนนั้นใช่มั้ยนะ

ทั้งสองคนเดินเลี้ยวตรงหัวโค้งที่ตั้งห้องสมุด

"โทโกะจัง"

ยูมิซามะดึงคำพูดออกมาจากหนึ่งในลิ้นชักที่มีมอบให้โทโกะ

"ขอโทษที่พูดจาเอาแต่ได้นะ"

ถึงอย่างนั้นก็ไม่รู้อยู่ดีว่าพูดถึงอะไร

มีสิ่งใดที่ยูมิซามะทำไปแล้วต้องมา "ขอโทษ" โทโกะด้วยหรือ ถ้าอย่างนั้นคำว่า "ขอโทษ" สมควรเป็นคำพูดของโทโกะซะมากกว่า แต่แน่นอนว่าไม่อาจพูดจาขวานผ่าซากแบบนั้นกับนักเรียนรุ่นพี่ได้ในโรงเรียนลิลเลียนที่เข้มงวดเรื่องลำดับชั้นอาวุโส

"ฉันทำอะไรไม่คิดเอง กลับยื่นโรซารี่ให้โทโกะจังก่อนคิดซะได้ ที่จริงฉันควรคิดถึงความรู้สึกของโทโกะจังหรือสภาพเหตุการณ์ที่มันเป็นแบบตอนนี้ก่อนจะขอออกไปสินะ แต่กลับปล่อยให้ตัวเองวิ่งไปตามอารมณ์เพียงอย่างเดียว ไม่แปลกหรอกถ้าโทโกะจังจะเอือมระอากับฉันน่ะ"

ยูมิซามะบอกว่าเพราะอย่างนั้นแหละถึงได้ "ขอโทษ" แต่หากนั่นคือใจจริงล่ะก็บอกได้คำเดียวว่าไม่มีพัฒนาการขึ้นเลยแม้แต่นิดเดียว เพราะไม่ว่ายังไงก็ตามในตอนนี้ ยูมิซามะ
ได้ดำเนินบทสนทนาไปเรื่อยโดยไม่คำนึงถึงโทโกะเลย ถ้าหากใส่ใจกันสักนิดแล้วน่าจะรู้แน่นอนว่าโทโกะอยากหนีไปให้พ้นจากการสนทนานี้

"เมื่อกี้คือการขอโทษ จากนี้ไปคือข้อเสนอ พวกเรากลับมาเป็นเหมือนเดิมตอนก่อนวันคริสต์มาสได้มั้ย"

"หา!?"

"ฉันไม่อยากให้บรรยากาศระหว่างเรามันอึมครึมแบบนี้ไปตลอดนะ แต่ฉันจะไม่ยัดเยียดโรซารี่ให้เธอหรอก สบายใจได้ อย่างเช่น เดินสวนกันที่ไหนก็ทักทายกันอย่างสดใส แล้วก็ยืนคุยอะไรเรื่อยเปื่อยกันที่ระเบียงทางเดิน อ้อใช่ โทโกะจังจะมาเที่ยวเรือนกุหลาบเหมือนเมื่อก่อนก็ได้นะ"

"ฉันไม่เข้าใจเลยค่ะว่ายูมิซามะคิดอะไรในใจกันแน่"

โทโกะพูดขัดกลางลำเพราะทนฟัง "ข้อเสนอ" สุดหน้าตาเฉยนั่นไม่ได้

"ทำไมถึงได้ใจดีกับนักเรียนรุ่นน้องที่ปฏิเสธตัวเองได้ถึงขนาดนี้คะ"

"ใจดี? ไม่ใช่ซะหน่อย"

โทโกะนึกสงสัยในทักษะภาษาประจำชาติของตัวเองขึ้นมาแว้บหนึ่งเมื่อเห็นอีกฝ่ายทำสายตาเหลอหลามองกลับมา ทั้งที่พูดภาษาเดียวกันแท้ๆ แต่ทำไมถึงคุยกันไม่รู้เรื่องนะ

"จะว่าไปเนี่ย ทำไมถึงคิดอยากให้กับอีแค่คนแบบฉันไปเป็นน้องสาวด้วยคะ?"

นั่นคือคำพูดที่อยากถามไปในตอนที่โรซารี่ถูกยื่นมาให้ตรงหน้า แต่โทโกะกลัวที่จะได้ยินคำตอบจึงกล้ำกลืนเก็บมันเอาไว้

"เลิกใช้คำพูด 'กับอีกแค่' อะไรที่มันเป็นการดูถูกตัวเองหน่อยได้มั้ย "

ยูมิซามะมีสีหน้าตึงเครียดขึ้นมาหน่อยหนึ่ง

"กับอีแค่คนแบบฉัน ใช้คำว่า 'กับอีแค่' ก็พอแล้วล่ะค่ะ"

"พูดอีกแล้ว"

"ไม่เกี่ยวกับยูมิซามะไม่ใช่เหรอคะ? ฉันแค่พูดถึงตัวเองเฉยๆ"

"เกี่ยวสิ เพราะโทโกะจังคือคนที่ฉันอยากให้มาเป็นน้องสาว อย่ามาเที่ยวลดคุณค่าของตัวเองตามใจชอบนะ"

ก็บอกอยู่นี่ไงว่าไม่ได้มีค่าอะไรขนาดนั้น ทำไมไม่เข้าใจกันบ้างเลย

"ตอนนั้นฉันอธิบายไปแล้วว่าที่ยูมิซามะมอบโรซารี่ให้ฉันก็เพราะรู้สึกสับสน และต่างฝ่ายต่างยอมรับกันไปแล้ว เพราะฉะนั้นประเด็นเรื่อง Soeur มันควรจะจบแค่นั้น แล้วทำไมถึงยังมาคอยเซ้าซี้กับฉันอยู่อีกคะ"

โทโกะจ้องยูมิซามะเขม็ง

"ยังไม่รู้อีกเหรอ?"

ยูมิซามะหยุดยืนนิ่ง แล้วถามคืนว่าไม่เข้าจริงๆ เหรอด้วยสายตาเงียบสงบ

ไม่รู้

กลัวที่จะได้รู้

ในตอนนี้ยูมิซามะมองตรงมายังโทโกะเพียงคนเดียวจนรู้สึกเหมือนจะถูกดูดกลืนเข้าไป

ที่จริงแล้วตัวเองก็รู้ดี

รู้กระทั่งว่าคำตอบที่ยูมิซามะเตรียมไว้ให้คืออะไร

แต่โทโกะไม่อาจปักใจเชื่อ จึงไม่สามารถรับเอาโรซารี่ที่ยื่นมาให้หรือโผเข้าไปในอ้อมแขนที่อ้ารอรับไว้ได้

"พอโทโกะจังปฏิเสธแล้ว ฉันคิดมาตลอดเลยนะ"

ยูมิซามะออกเดินอีกครั้ง โทโกะตามไปติดๆ

"ว่าจากนี้ไปฉันกับโทโกะจังจะเป็นยังไงต่อไป"

ทั้งคู่เดินตามไปถนนสายแปะก๊วยโดยทิ้งห่างกันเพียงครึ่งก้าว

"แต่ที่จริงๆ ไม่ใช่ 'จะเป็นยังไงต่อไป' หรอก ต้อง 'อยากจะเป็นยังไง' มากกว่า ฉันคิดแบบนั้นมาตลอดเลยเข้าใจในที่สุด"

ความจริงไม่จำเป็นจะต้องเดินตามหลังต้อยๆ หรือต้องเงียบฟังคนๆ นี้พูดเลยแม้แต่น้อย เพียงแค่เอ่ยปากบอกให้หยุดแล้วเลิกเดินตามก็จบเรื่องแล้ว แต่โทโกะยังคงเดินตามต่อไป เพราะอยากยืนยันให้แน่ใจว่ายูมิซามะจะพูดไปไกลถึงเรื่องไหนบ้าง

"สุดท้าย ฉันก็คิดได้ว่าโทโกะจังเป็นโทโกะจังนั่นแหละดีแล้ว"

ยูมิชะงักฝีเท้าก่อนโทโกะเสียอีก เดินกันมาจนถึงรูปปั้นพระแม่มาเรียแล้ว

"ฉันเป็นฉัน-----------"

ก่อนที่จะดีใจกับคีย์เวิร์ดคำนั้น โทโกะกลับรู้สึกสะกิดใจกับอะไรบางอย่างขึ้นมาก่อน แต่ยูมิซามะไม่สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยที่เกิดขึ้นบนสีหน้าของโทโกะเลย เพราะกำลังพนมมือสวดมนต์กับพระแม่มาเรียอยู่นั่นเอง

"ถ้าฉันได้เป็น Soeur โทโกะจังล่ะก็จะเป็นอะไรที่มีความสุขมากเลยล่ะ แต่ฉันรู้สึกว่าถ้าไปยึดติดกับการเป็น Soeur มากเกินก็อาจจะทำให้มองไม่เห็นสิ่งคัญไป"

ยูมิซามะลืมตาขึ้นแล้วหันมาหา โทโกะลืมการสวดมนต์ไปเสียสิ้นแล้วทวนคำพูดเดิมซ้ำ

"ฉันเป็นฉันงั้นเหรอคะ?"

โทโกะรู้สึกใจเต้นรัวขึ้นมา เรื่องนี้ไม่ใช่สิ่งที่ควรถามอย่างเจาะลึกเลย แต่ว่าหากจะทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ก็ใช่ที่

"ใช่แล้วล่ะ ต่อให้โทโกะจังทำอะไร ความรู้สึกของฉันก็จะไม่สั่นคลอน เหตุผลแท้จริงที่ลงสมัครเลือกตั้งคณะกรรมการนักเรียนก็เหมือนกัน ถ้าโทโกะจังไม่อยากให้ถามฉันก็ไม่คิดดึงดันซักไซ้ ถ้านั่นคือการตัดสินใจที่โทโกะจังคิดหนักมาดีแล้วฉันต้องยอมรับ เหตุผลที่เธอหนีออกจากบ้านก็ด้วย พ่อแม่ของโทโกะจังเป็นคนยังไง เธอมีชีวิตวัยเด็กเป็นยังไง ตอนนี้มีความสัมพันธ์กันแบบไหน เรื่องพวกนั้นน่ะไม่เกี่ยวกับความรู้สึกที่ฉันมีให้โทโกะจังเลยแม้แต่น้อย"

ระหว่างที่ฟังความเห็นของยูมิซามะ จังหวะหัวใจของโทโกะยิ่งเต้นรุนแรงมากขึ้น

พ่อแม่ ชีวิตสมัยเด็ก ความสัมพันธ์...ทำไมถึงกล้าพูดคำพูดพรรค์นั้นกับโทโกะได้อย่างหน้าซื่อๆ แบบนี้

"งั้นเองเหรอคะ"

อา นึกแล้วไม่ผิด

"แบบนี้นี่เอง"

"เอ๊ะ?"

"ฉันเป็นฉัน? ไม่เกี่ยวกับพ่อแม่? สุดท้ายก็เป็นเรื่องนี้จริงๆ สินะคะ"

คนๆ นี้ยังยืนกะพริบตาปริบๆ อย่างเงียบๆ โดยไม่เฉลียวใจถึงความพลาดพลั้งของตัวเองแม้แต่น้อย

"ฉันไม่รู้หรอกนะคะว่าทราบมาตั้งแต่เมื่อไหร่ สุดท้ายที่ขอให้ฉันมาเป็น Soeur ในตอนนั้นก็เพราะเอาความสมเพชในตัวฉันเป็นที่ตั้งแน่ๆ ยูมิซามะน่ะแค่อยากเป็นซาร่าในคืนศักดิ์สิทธิ์เท่านั้นเองจริงๆ นั่นแหละ ตอนที่เอาโรซารี่ให้ฉันคงจะรู้สึกอิ่มเอมใจน่าดูเลยนะคะเนี่ย"

รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นคนโง่ที่นึกอยากเชื่อขึ้นมาชั่วขณะ

ในวันคริสต์มาสวันนั้น

ณ ตรงนี้ หน้ารูปปั้นพระแม่มาเรีย

"คิดอยู่เหมือนกันค่ะว่ามันแปลกๆ ยูมิซามะน่ะไม่มีทางอยากให้คนอย่างฉันไปเป็นน้องสาวหรอก แต่ในที่สุดก็ไขปริศนาได้ซะที"

"พูดอะไรเนี่ย ไม่เห็นเข้าใจเลย"

"ถ้าทำไปโดยไม่ได้รู้ตัวล่ะก็ยิ่งแย่ที่สุดเลยค่ะ"

"นี่ กำลังเข้าใจอะไรผิดรึเปล่าเนี่ย?"

ยูมิซามะก้าวเท้าเข้ามาหาโทโกะหนึ่งก้าว

"อย่าเข้ามานะคะ!"

โทโกะตะโกนสุดเสียง

"อย่าเข้ามาใกล้มากกว่านี้นะ!"

"โทโกะจัง"

"ฉันไม่อยากได้ยินคำแก้ตัวอะไรอีกแล้วค่ะ"

ทั้งคู่ยืนจ้องกันและกันโดยรักษาระห่างไว้ราว 1 เมตร

"เข้าใจแล้ว"

ในที่สุดยูมิซามะก็เอ่ยปากพูด

"ดูท่าเลือดจะขึ้นหน้าไปแล้ว พูดอะไรไปตอนนี้คงไม่ฟังสินะ"

พูดจบยูมิซามะก็หันหลังให้ เดินห่างจากโทโกะไป จากหนึ่งเมตรเป็นสองเมตร พอห่างไปได้สามเมตรก็หันมาเรียก "โทโกะจัง" เหมือนกับลืมบอกอะไรไป

"ยืนนับ 1-100 อยู่ตรงนั้นแหละ"

และพูดทิ้งท้ายว่าห้ามขยับตัวไปไหนจนกว่าจะนับจบแล้วเดินห่างออกไปอีกหน

โทโกะนับ "หนึ่ง สอง" อย่างไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไรตามที่ได้รับคำสั่งมา ทั้งที่ในใจนึกขัดแย้งว่าทำไมตัวเองจะต้องทำตามคำสั่งของคนที่เพิ่งไล่ตะเพิดไปด้วย แต่มีพลังบางอย่างในคำพูดนั่นผลักดันให้โทโกะต้องทำ

จริงอยู่ว่าตอนนี้โกรธจนเลือดขึ้นหน้า แต่ก็รู้สึกสับสนไปพร้อมๆ กันจนไม่สามารถคิดอะไรๆ ได้ ไม่รู้กระทั่งว่าตัวเองทำอะไรและควรทำสิ่งใดจึงถูกต้อง ในสภาพที่จิตใจไม่มั่นคงแบบนี้ การทำอะไรตามที่คนอื่นสั่งย่อมสบายกว่าอยู่แล้ว แม้มันจะเป็นคำสั่งจากคนที่หลอกให้ตัวเองติดกับอย่างไม่เต็มใจก็ตามที ฉะนั้นการกระทำง่ายๆ ไม่บาดเจ็บเสียหายอย่างการนับเลขนี่แหละที่เหมาะ

"23 24"

ที่จริงไม่ได้ถูกสั่งว่าให้หลับตาหรอก แต่ไม่รู้ตัวเองหลับตาปี๋ตั้งแต่เมื่อไหร่ ขณะนี้โทโกะคือยักษ์ในเกมเล่นซ่อนแอบ

"49 50"

อยู่ๆ ขาเกิดสั่นกลางคัน จึงนั่งยองมันตรงนั้น

"76 77 78"

ตัวเลขเกิดขึ้นมาและจางหายไป สิ่งที่อยู่ในหัวสมองตอนแรกมีเพียงแต่ความคิดด้านมืดที่แตกสาขาไปทั่วราวกิ่งไม้ และตัวเลขก็เข้าไปติดค้างแหง่กอยู่ในนั้น แต่ว่าในตอนนี้เหลือเพียงตัวเลขเพียงอย่างเดียวแล้วและไหลต่อไปอย่างปกติ

"91 92"

เลือดที่พุ่งปรี๊ดขึ้นไปในหัวสมองเริ่มไหลกลับลงมาเยอะแล้ว

"100"

โทโกะลืมตาขึ้น

แม้จะมองรอบตัว แต่ก็ไม่เห็นเงาของยูมิซามะ

ที่อยู่ที่นั่นมีเพียงพระแม่มาเรียเท่านั้นเอง


<<Part 1 || Part 2 || Part 3>>


พาร์ทสุดท้าย โปรดติดตามว่าความลับของโทโกะคืออะไร และจะโดนเจ๊ซัจจี้ตบเกรียนแบบไหน...รับรอง แรง...

ง่วงค่ะ นอนละ มันส์จัดเลยลุยยันจบเลย

Re: [แปล] Marimite Main Story : ในกระเป๋า part 2

PostPosted: Mon Feb 16, 2009 9:08 am
by ammy
= = ขอบคุณค่ะ โหวสนุกมากๆๆๆๆๆๆ หวังว่าในอนิเม คงมี ฉากนี้ อยากดู อิอิ

Spoiler: show
"ดูท่าเลือดจะขึ้นหน้าไปแล้ว พูดอะไรไปตอนนี้คงไม่ฟังสินะ"

พูดจบยูมิซามะก็หันหลังให้ เดินห่างจากโทโกะไป จากหนึ่งเมตรเป็นสองเมตร พอห่างไปได้สามเมตรก็หันมาเรียก "โทโกะจัง" เหมือนกับลืมบอกอะไรไป

"ยืนนับ 1-100 อยู่ตรงนั้นแหละ"

ไม่น่าเชื่อเลย ยูมิ จะใจเย็น สุขุม ขนาดนี้ แต่กะอ่านตอนโดนตบเต็มที่เลย ยูมิเป็นผ้ใหญมากขึ้น และทำตัวเป็นพี่สาวมากขึ้น


รอต่อไป อิอิ อยากอ่านๆๆๆๆ

Spoiler: show
ว่าความลับของโทโกะคืออะไร และจะโดนเจ๊ซัจจี้ตบเกรียนแบบไหน...รับรอง แรง...


สอบถามนิดหนึ่งค่ะ คือดูมา 4 ภาค แต่สงสัย ตั้งแต่ภาค 1 อาจจะถามช้าไป แต่สงสัยจริงๆค่ะ = =

Spoiler: show
ความสัมพันธ์ ระหว่างซาจิโกะ กะ ยูมิ นี้ เป็นความสัมพันธ์ แบบพี่สาว น้องสาว หรือ คนรักอะค่ะ คือดูแล้วไม่ค่อยเก็ต เหมือนอย่างพวก Strawberry Panic แบบดูออกเลย คนรัก เพื่อน พี่น้อง *.*หรือไม่ก็คู่เรย์กะโยชิโนะ ดูออกเลย คู่ยูมิ กะ ซาจิโกะแบบแรกๆคิดว่าคนรัก แต่พอดูภาค 4 เหมือนเหมือนรุ่นพี่ รุ่นน้อง หรือเพราะเขาเน้น ยูมิ กะ โทวโกะมากไปก็มะรุค่ะ เลยสับสน...ขอบคุณค่ะ

Re: [แปล] Marimite Main Story : ในกระเป๋า part 2

PostPosted: Mon Feb 16, 2009 10:21 am
by namaste
ammy wrote:= = ขอบคุณค่ะ โหวสนุกมากๆๆๆๆๆๆ หวังว่าในอนิเม คงมี ฉากนี้ อยากดู อิอิ
Spoiler: show
ว่าความลับของโทโกะคืออะไร และจะโดนเจ๊ซัจจี้ตบเกรียนแบบไหน...รับรอง แรง...


สอบถามนิดหนึ่งค่ะ คือดูมา 4 ภาค แต่สงสัย ตั้งแต่ภาค 1 อาจจะถามช้าไป แต่สงสัยจริงๆค่ะ = =

Spoiler: show
ความสัมพันธ์ ระหว่างซาจิโกะ กะ ยูมิ นี้ เป็นความสัมพันธ์ แบบพี่สาว น้องสาว หรือ คนรักอะค่ะ คือดูแล้วไม่ค่อยเก็ต เหมือนอย่างพวก Strawberry Panic แบบดูออกเลย คนรัก เพื่อน พี่น้อง *.*หรือไม่ก็คู่เรย์กะโยชิโนะ ดูออกเลย คู่ยูมิ กะ ซาจิโกะแบบแรกๆคิดว่าคนรัก แต่พอดูภาค 4 เหมือนเหมือนรุ่นพี่ รุ่นน้อง หรือเพราะเขาเน้น ยูมิ กะ โทวโกะมากไปก็มะรุค่ะ เลยสับสน...ขอบคุณค่ะ


Spoiler: show
ชอบเรื่องนี้เพราะมันกำกวมนี่แหละ จะคิดว่าเป็นแค่พี่น้องหรือเป็นมากกว่านั้นก็ได้ เลือกจิ้นได้ตามระดับความวายของแต่ละคน 5555+



มาเชียร์ท่านผู้ดูแล

ตบเกรียน

ตบเกรียน

ตบเกรียน

เย้ๆๆ

Re: [แปล] Marimite Main Story : ในกระเป๋า part 2

PostPosted: Mon Feb 16, 2009 10:50 am
by dramer
โอ้ว part2 สนุกมากกกกกกกกกกก อยากอ่านต่อเร็วๆๆ T_T

Re: [แปล] Marimite Main Story : ในกระเป๋า part 2

PostPosted: Mon Feb 16, 2009 8:43 pm
by nishiae
อยากอ่านต่อมากๆๆๆ

Re: [แปล] Marimite Main Story : ในกระเป๋า part 2

PostPosted: Mon Feb 16, 2009 9:32 pm
by saakuzaa
part 2 หนุกกว่า part 1 อีก
Spoiler: show
โทโกะโดนยูมิตบเกรียนเข้าไป 555
ไม่คิดว่ายูมิจาพูดออกมาได้

Re: [แปล] Marimite Main Story : ในกระเป๋า part 2

PostPosted: Mon Feb 16, 2009 9:43 pm
by WuDragon
ตื่นเต้นไม่ไหวแล้ว... >o<
Spoiler: show
ยูมิจี้น้องดริลผิดจุดซะแล้ว ไม่รู้จะเรียกว่าโชคดีหรือโชคร้ายจริงๆแฮะ ดันไปจี้โดนประเด็นอ่อนไหวน้องดริลพอดีถึงเกรียนแตกระยะสุดท้าย
แต่ไม่น่าเชื่อที่ยูมิจะกลายเป็นคนสุขุมได้ขนาดนี้ คงถึงคราวที่พร้อมจะเป็นพี่สาวแล้วสินะ

ว่าแล้วก็อยากอ่านต่อ...
Spoiler: show
อยากเห็นคุณพี่ตบเกรียนน้องดริล :lol:
แอบผิดหวังนิดๆที่ยังไม่ถึงตอนคุณพี่ปราบน้องดริล

ท่านดาร์กสู้ๆ มังกรรออ่านอยู่


จริงแฮะ เห็นด้วยอีกคน
vvv
vv
v

Re: [แปล] Marimite Main Story : ในกระเป๋า part 2

PostPosted: Tue Feb 17, 2009 10:42 am
by kamiz
กุหลาบสายนี้นี่ ชอบแก้ปัญหา>เด็กมีปัญหา>ชอบแก้ปัญหา>เด็กมีปัญหา (โยโกะ>ซาจิโกะ>ยูมิ>โทโกะ)

Re: [แปล] Marimite Main Story : ในกระเป๋า part 2

PostPosted: Tue Feb 17, 2009 7:29 pm
by kakakung
Spoiler: show
ยูมิเป็นผู้ใหญ่มากขึ้นสินะ = =
ความจริงอยากให้ยูมิโวยวายมากกว่านี้ (ความจริงเอาเย็นชาๆกับขรึมๆก็ชอบ)
ชอบตอนยูมิร้องไห้กับทำหน้าจ๋อยๆอ่ะ >< ภาคฮารุตอน 11-13 นิตอนโปรด
ตอนฮารุเคืองโทโกะมากๆ และก็ยังเหลือความรู้สึกนั้นอยู่
โดนโทโกะโดนตบเกรียนเลยสะใจ
เอาแรงอีกๆ คุณพี่ตบเกรียนแรงๆเลย ><
ยูมิกับคุณพี่มันก็กำกวมจริงๆ = =
ภาคฮารุตอนท้ายมันอาร๊าย(ไม่จูบกันไปเลยล่ะคะ) ทำมุมซะแบบ OVA 2 มีการหน้าแดง = =
ยูมิชายในฝันเธอไหงเป็นงั้นว่ะ = =
ยิ่งคุณพี่เกลียดผู้ชายด้วยยิ่งแล้วใหญ่ ยิ่งยูมิทำหน้ารังเกียจซึงุรุนิยิ่งชวนจิ้น

PostPosted: Tue Feb 17, 2009 8:20 pm
by DarkNeon
Ookina Tobira, Chiisana Kagi

Part 2 : Heart no Kagiana (ช่องกุญแจในหัวใจ)

Chapter : Pocket no Naka (ในกระเป๋า) #จบ



<<Part 1 || Part 2 || Part 3>>


ผลจากการนับ 1-100 ในสถานที่แห่งนั้น ทำให้รู้สึกว่าตัวเองเรียกความใจเย็นกลับคืนมาได้นิดหน่อย

นิดหน่อย

ถึงแม้เลือดที่พุ่งขึ้นในสมองจะค่อยไหลกลับไปอย่างช้าๆ เมื่อเวลาล่วงเลย ทว่าความผิดหวัง ความสิ้นหวัง ความโกรธเกรี้ยว และความโศกเศร้าที่ถาโถมเข้ามาราวคลื่นซัดสาดไม่ได้หายตามไปด้วย

สิ่งที่เกลียดที่สุดก็คือ การที่มีคนอื่นมาสงสาร

เพราะฉะนั้นจึงไม่อาจให้อภัยกับความคิดที่อยากให้เป็นน้องสาวเพราะสงสารได้ คาดไม่ถึงเลยว่าคนที่ไม่เข้าใจเรื่องนั้นกล้าเสนอหน้าที่จะมาเป็นโอเน่ซามะ การนับ 1-100 จบลงไปแล้ว แต่โทโกะยังคงยืนนิ่งหยุดอยู่ตรงนั้น ณ ที่เดิม

โทโกะมองไปยังประตูโรงเรียนที่ยูมิซามะน่าจะเพิ่งผ่านไป และเห็นนักศึกษามหาวิทยาลัยกลุ่มหนึ่งเดินอยู่หน้าประตู

จะเดินตามหลังคนพวกนั้นไปดีมั้ยนะ จากนั้นก็เดินออกทางประตู ขึ้นรถเมล์ ขึ้นรถไฟ แล้วกลับบ้านดีรึเปล่า

แต่ถึงจะกลับบ้าน ก็ไม่สามารถควบคุมความรู้สึกด้านมืดไร้ที่ไปในตอนนี้ได้อยู่ดี หรือต้องนอนคลุมโปงไป ร้องไห้ไปแล้วตัดใจว่าเรื่องแบบนี้มันก็เกิดขึ้นได้เพียงเท่านั้น?

ไม่ได้หรอก โทโกะคิดแล้วหันหลังกลับไปยังอาคารเรียน ขืนปล่อยไว้แบบนี้ต่อไปคงไม่มีวันสงบสติอารมณ์ได้แน่ ถึงมันจะไม่ช่วยแก้สถานการณ์อะไร แต่ก็อดไม่ได้ที่จะพูดออกไปสักคำ

(ยังอยู่รึเปล่านะ)

มองนาฬิกา ตอนนี้เป็นเวลาบ่ายโมงครึ่ง

ป่านนี้อาจจะกลับไปนานแล้วก็ได้ แต่ถึงอย่างนั้นก็กลับไปโดยไม่พิสูจน์อะไรเลยไม่ได้อยู่ดี โทโกะชักเท้ากลับมา เดินไปตามทางที่เดินมากับยูมิซามะเมื่อกี้นี้ในทิศตรงข้ามตามลำพัง แม้จะสวนกับนักเรียนที่น่าจะอยู่ปี 3 หลายต่อหลายคนกลางทาง แต่ก็ไม่ใช่คนที่ตามหาอยู่

โทโกะเดินมาจนถึงที่วางรองเท้าของนักเรียนปี 3 และลองเปิดประตูล็อกเกอร์ดู ปรากฏว่ารองเท้าสำหรับสวมเดินออกข้างนอกยังคงอยู่ในนั้น เป็นหลักฐานว่าผู้เป็นเจ้าของยังคงอยู่ภายในโรงเรียน

(โนริโกะบอกว่าวันนี้ไม่มีนัดรวมตัวที่เรือนกุหลาบ)

โทโกะมุ่งหน้าต่อไปยังห้องเรียนของชั้นปี 3 ยังได้ยินเสียงพูดคุยแว่วๆ มาจากห้องสน ปี 3 ดูท่าว่าจะยังมีนักเรียนอยู่

"ขออนุญาตค่ะ"

โทโกะเปิดประตูอย่างแรงไม่รอคำขานหลังเคาะแต่อย่างใด

จำนวนนักเรียนที่หันมามองมีทั้งหมด 5 คน รวมทั้งคนๆ นั้นด้วย

"โทโกะจัง..."

พอได้เห็นนักเรียนรุ่นน้องยืนแข็งทื่อไม่ขยับตัวเลยราวกับของเล่นถ่านหมดนับตั้งแต่ประตูได้เปิดออก นักเรียนปี 3 ที่อยู่ข้างในต่างพากันส่งเสียงเซ็งแซ่ว่าเกิดอะไรขึ้น และในจำนวนนั้นก็มีนักเรียนคนนึงที่ลุกออกมายืนอยู่ตรงหน้าโทโกะ

โอกาซาวาระ ซาจิโกะซามะ

"มีธุระอะไรเหรอ"

"มีเรื่องอยากคุยด้วยหน่อยค่ะ"

ได้ยินเพียงแค่นี้ ซาจิโกะโอเน่ซามะก็พยักหน้าราวกับดูออกว่าเรื่องอะไร หลังกลับไปเก็บข้าวของในวงล้อมนักเรียนแล้วก็ออกมาจากห้องเรียนพร้อมกับเอ่ยคำลาเพื่อนในห้อง

"ถ้างั้นฉันขอตัวก่อนนะ"

"จ้ะ โชคดี"

"ขอบใจมากเลยที่ช่วย"

เพื่อนร่วมห้องของซาจิโกะโอเน่ซามะพากันมอบคำอำลาให้คนละคำสองคำ

"จะดีเหรอคะ"

โทโกะถามอย่างเป็นกังวลว่าจะดีหรือที่ปลีกตัวออกมาง่ายๆ เช่นนี้ เพราะเห็นมีเอกสารวางบนโต๊ะเหมือนกำลังทำงานอะไรสักอย่าง

"จ้ะ พอดีว่าจัดเวรประจำวันกันอยู่โดยไม่นับพวกนักเรียนเตรียมสอบน่ะ แต่เสร็จเรียบร้อยแล้วเลยนั่งคุยเล่นกันเฉยๆ"

ซาจิโกะโอเน่ซามะพูดพลางสะพายกระเป๋าบนไหล่ และติดกระดุมเสื้อโค้ท

"ฉันไม่รู้เหมือนกันว่าเธออยากคุยอะไรด้วย แต่ไม่ใช่ที่นี่จะดีกว่าใช่มั้ยล่ะ?"

โทโกะก้มหัวให้เล็กน้อย

ระเบียงทางเดินยามฤดูหนาวหลังนักเรียนส่วนใหญ่กลับบ้านไปแล้ว เสียงจะก้องกว่าที่คิดมาก แต่จะกลับไปคุยที่ห้องสน ปี 3 ก็ไม่ได้อีก เพราะชั้นเรียนพิเศษมักจะล็อกกุญแจไว้หรือไม่ก็มีคนใช้อยู่

ทั้งคู่ออกมาที่สนามกลางโรงเรียน

อากาศในตอนนี้หนาวเย็นก็จริง แต่เพราะใส่โค้ทอยู่จึงทำให้ทนได้บ้าง และที่สำคัญเสียงพูดคุยจะไม่สะท้อนกับผนัง หน้าต่างหรือเพดานจนดังก้องไปทั่ว ไม่ต้องห่วงว่าใครจะมาได้ยิน บทสนทนาที่ได้คุยในที่นี้ สายลมคงจะดูดกลืนมันและหอบไปจนถึงท้องฟ้าแน่

"พูดกับยูมิซามะไปเหรอคะ"

โทโกะถามเรื่องนั้นก่อนเป็นอย่างแรก

"เรื่องอะไร?"

ซาจิโกะโอเน่ซามะถามกลับมาด้วยความสงสัย แต่โทโกะพูดต่อไปโดยไม่สนใจ

"ซาจิโกะโอเน่ซามะเคยบอกใช่มั้ยคะว่า จะไม่เข้าไปก้าวก่ายอะไรกับเรื่องน้องสาวของยูมิซามะ"

"ถ้าจำไม่ผิด เหมือนจะพูดไปล่ะมั้ง"

ซาจิโกะโอเน่ซามะหรี่ตาลง พลางปล่อยผมยาวสลวยให้ปลิวสยายไปตามลม

"แล้วตกลงเธอคิดว่าฉันพูดเรื่องอะไรกับยูมิไปล่ะ"

ซาจิโกะโอเน่ซามะถามเบาๆ เหมือนกับนึกอะไรไม่ออก

"นั่นน่ะ"

คำพูดจุกที่อยู่ที่ลำคอของโทโกะ ต่อให้มันเป็นเรื่องของตัวเองก็ตามที แต่รู้สึกว่ามันพูดออกไปได้ยากเย็นเหลือเกิน

"พูดมาให้ชัดๆ สิ เห็นเธอทำสีหน้าไม่ค่อยดีมาหาอย่างกับจะมาบ่นฉันยังไงอย่างงั้นแหละ วันๆ ฉันพูดคุยกับยูมิตั้งหลายเรื่อง ถ้าไม่บอกว่าอะไรที่ทำให้เธอไม่พอใจ ฉันจะไปรู้ได้ยังไง"

ในเมื่อพูดถึงขนาดนี้แล้วก็ไม่มีทางเลือก โทโกะตัดสินในแน่วแน่เปิดปากพูดออกไป

"เรื่องเกี่ยวกับชาติกำเนิดของฉันไงคะ"

"ชาติกำเนิด?"

สีหน้าของซาจิโกะโอเน่ซามะเปลี่ยนไปชั่วขณะหนึ่ง มันคือสีหน้าที่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่านึกอะไรบางอย่างออก

"เห็นมั้ยล่ะคะ ก็จำได้นี่"

โทโกะแน่ใจ การที่ซาจิโกะโอเน่ซามะไม่ตอบกลับมาก็แปลว่ายอมรับแล้วอย่างแน่นอน

"แล้วบอกยูมิซามะไปตอนไหนล่ะคะ?"

ก่อนวันคริสต์มาส หรือว่าก่อนหน้านั้นอีก มาถึงตอนนี้แล้วคงไม่อาจเปลี่ยนแปลงอะไรๆ ได้ แต่ถึงอย่างไรโทโกะก็ยังอยากรู้อยู่ดี

ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่มีความสงสารเข้ามาเจือปนในสายตาที่ยูมิซามะมองตัวเอง สำหรับโทโกะแล้วนี่ถือเป็นประเด็นใหญ่ที่สุด

แต่ซาจิโกะโอเน่ซามะไม่ได้กล่าวถึงเรื่องนั้นเลยแม้แต่นิดเดียว แุถมกลับถามซ้ำอีกหนด้วย

"ฉันเคยพูดเรื่องเกี่ยวกับชาติกำเนิดของโทโกะจังให้ยูมิฟังด้วยเหรอ?"

จนถึงขั้นนี้แล้วยังทำเป็นไม่รู้เรื่อง โทโกะจึงระเบิดคำพูดออกไปอย่างหัวเสีย

"อย่ามาแกล้งโง่ไปหน่อยเลย ก็เรื่องที่ฉันไม่ใช่ลูกแท้ๆ ของบ้านมัตสึไดระไงคะ!"

เมื่อได้ยินคำพูดนั้น สีหน้าของซาจิโกะโอเน่ซามะแข็งทื่อ โทโกะรู้จักดี นี่คืออารมณ์ที่เรียกกันว่า "ตกใจ"

"โทโกะจัง...ไม่ใช่ลูกของพวกคุณอามัตสึไดระเหรอ?"

ดวงตาสีดำขลับมองคืนกลับมาโดยไม่มีแม้แต่การกะพริบตา โทโกะยืนตั้งท่าพร้อม

"ไม่จริงน่า"

"ฉันเพิ่งได้ยินครั้งแรกนี่แหละ"

"โกหก"

ใครจะไปเชื่อว่าซาจิโกะโอเน่ซามะจะไม่รู้เรื่องนี้ ขนาดพวกเด็กจากบ้านไซออนจิหรืออายาโนะโคจิยังรู้มาตั้งแต่เมื่อ 3 ปีก่อนแล้ว เพราะเหตุใดลูกสาวผู้เป็นทายาทของตระกูลโอกาซาวาระซึ่งมีอิทธิพลมากที่สุดในวงญาติ และยังอาศัยอยู่ในโตเกียวเหมือนกัน กลับไม่รู้เรื่องได้จนกระทั่งอายุขนาดนี้

แต่ว่าเมื่อกี้โทโกะเองก็รู้สึก ซาจิโกะโอเน่ซามะตกใจคำพูดของโทโกะ และไม่คิดว่านั่นจะเป็นการแสดงด้วย

"แล้วทำไมเมื่อกี้ถึงทำหน้าเหมือนนึกอะไรออกล่ะคะ"

บอกว่าเพิ่งได้ยินแต่ทำหน้าเหมือนรู้อยู่ก่อนแล้ว ไม่แปลกไปหน่อยเหรอไง

"ฉันแค่นึกออกว่าเหมือนสึงุรุซังเขาเคยถามแบบหยั่งเชิงน่ะสิ"

"พี่สึงุรุหยั่งเชิง...?"

พอโทโกะถามกลับ ซาจิโกะโอเน่ซามะก็ยิ้มให้กับท้องฟ้า

"สึงุรุซังคงแค่อยากพิสูจน์ให้แน่ใจเฉยๆ ล่ะมั้งว่าฉันรู้เรื่องนี้รึเปล่า เขาถามฉันว่าจำเรื่องตอนโทโกะจังเกิดได้มั้ย"

"แล้วซาจิโกะโอเน่ซามะตอบไปยังไงคะ"

"ตอบไปว่าจำไม่ได้ ก็มันเรื่องจริงนี่นา จะให้ตอบอย่างอื่นมากกว่านี้ได้อีกเหรอ"

เรื่องราวดูสมจริงมากเกินกว่าจะเป็นคำโกหกเอาตัวรอดเฉพาะหน้า แถมพี่สึงุรุยังเป็นคนที่ชอบถามอะไรหยั่งเชิงบ่อยๆ ด้วย

"ไม่จริงน่า แล้วใครกันเนี่ย"

พี่สึงุรุไม่ได้บอกยูมิซามะแน่นอน ดูจากท่าทางที่ได้เจอกันเมื่อวานก็รู้แล้ว

"จะดูถูกกันมากไปหน่อยแล้วนะ"

ซาจิโกะโอเน่ซามะพูดเบาๆ

"ขอโทษด้วยค่ะ"

โทโกะรู้สึกผิดอย่างที่สุด สรุปว่าการที่คิดว่าซาจิโกะโอเน่ซามะเป็นผู้เผยความลับเรื่องชาติกำเนิดของโทโกะให้ยูมิซามะได้รู้นั้น เป็นเรื่องเข้าใจผิดทั้งหมด

"ไม่ใช่ฉันซะหน่อย ยูมิต่างหากล่ะ"

เสียงที่กระซิบมา ช่างฟังดูเย็นชาเหลือเกิน

"ฉันไม่รู้หรอกว่าเกิดอะไรขึ้นระหว่างเธอกับยูมิ แต่ยูมิไม่มีทางรู้ปัญหาทางบ้านของโทโกะจังหรอก และถึงจะบังเอิญรู้เข้า แต่ยูมิไม่ใช่คนที่จะประเมินค่าโทโกะจังด้วยเรื่องแบบนั้นแน่ ฉันที่เป็นพี่สาวรู้เรื่องนี้ดีที่สุด"

ไม่มีอะไรจะเถียงกลับ ไม่สิ คิดอะไรไม่ออกเลยมากกว่า โทโกะยืนนิ่งโดยไม่อาจสรรหาคำใดๆ พูดออกไปได้ ซาจิโกะโอเน่ซามะมองตาโทโกะอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะบ่ายสายตาออกไปมองที่อื่น ไม่รู้ว่าเพราะไม่อยากเห็นโทโกะอีกต่อไปแล้ว หรือแค่มองเงาสะท้อนของตัวเองในหน้าต่างอาคารเรียนเท่านั้น

ในที่สุดซาจิโกะโอเน่ซามะก็ขยับริมฝีปากพูดออกมา

"แต่พอเห็นสภาพยูมิที่วันๆ เอาแต่คิดถึงเธอ ฉันก็ชักจะสงสารขึ้นมาซะแล้วสิ"

โทโกะไม่อาจทานรับความหนักอึ้งของคำพูดนั้นเอาไว้ได้ จนทรุดตัวลงไปคุกเข่ากับพื้นสนามหญ้า

ถ้าทั้งหมดเป็นการเข้าใจผิด แล้วจะเป็นยังไงต่อไปล่ะ

คำพูดหลายต่อหลายคำที่ตนได้ตะคอกใส่ยูมิซามะเมื่อกี้ ต้องทำเช่นไรกันจึงจะนำมันกลับคืนมาได้

โทโกะมองเห็นรองเท้าแตะของซาจิโกะโอเน่ซามะก้าวผ่านทางด้านข้าง เสียงกรอบแกรบของหญ้าแห้งยามฤดูหนาว ฟังดูเหมือนเสียงลมจากที่ไหนสักแห่ง ซาจิโกะโอเน่ซามะเดินเข้าอาคารเรียนไปแล้ว มันเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้านหลังจึงไม่สามารถยืนยันให้เห็นด้วยตา เพียงแค่รู้สึกถึงมันได้

โทโกะที่ถูกทิ้งให้อยู่เพียงลำพังยังคงนั่งคุกเข่าอยู่กลางสนาม ไม่แปลกหรอกที่ซาจิโกะโอเน่ซามะจะโกรธ เพราะเจ้าตัวคงคิดว่าตนได้หยามศักดิ์ศรีของโอเน่ซามะกับยูมิซามะแน่ๆ

ถึงอย่างนั้นก็ไม่กล้าเอ่ยปากขอให้อยู่ด้วยกันอยู่ดี แต่ตอนนี้โทโกะรู้สึกเป็นทุกข์เหลือเกินที่ต้องอยู่ตัวคนเดียว อยากให้ใครสักคนมาอยู่เคียงข้าง ใครก็ได้ พอเหลือตัวคนเดียวแล้ว ไม่รู้ว่าตัวเองควรจะทำยังไงต่อไปดี

"1 , 2 , 3...."

ยังไงก็ตามตอนนี้ลองนับเลขดูก่อนดีกว่า มันคือเครื่องรางนำโชคสำหรับสงบอารมณ์ที่ยูมิซามะได้สอนให้

"11 , 12"

พอนับถึง 100 แล้ว จะใจเย็นลงได้รึปล่านะ

ไม่รู้เหมือนกัน ฉะนั้นลองนับไปก่อน

พอถึงเวลาที่นับจนครบ 100 และยักษ์ตัวนี้ได้ลืมตาขึ้น ในตอนนั้นอาจไม่เหลือใครให้ค้นหาแล้วก็ได้

(ระหว่างนั้นทุกคนจะพากันเหนื่อย จนไม่มีใครไล่ตามเธอมาอีกเลยนะ)

คำพูดของพี่สึงุรุคอยก่อกวนการนับเลข

หากมัวระแวงกับทุกสิ่งรอบข้าง และหันคมดาบใส่คนโน้นคนนี้ไปทั่ว สุดท้ายอาจไม่เหลือใครคอยอยู่เป็นเพื่อนแล้วจริงๆ

"38 , 39..."

ในตอนนี้โทโกะโดดเดี่ยว

ไม่ว่าใครในโลกนี้ต่างก็เกิดมาตัวคนเดียว เพราะอย่างนั้นจึงเชื่อมาตลอดว่าคนเราก็ต้องใช้ชีวิตอยู่ได้ด้วยตัวคนเดียวเหมือนกัน เกิดมาได้ไม่ทันไร พ่อกับแม่บุญธรรมก็รับไปเลี้ยง ถึงกระนั้นยังเติบโตมาได้จนขนาดนี้ จึงเชื่อว่ามนุษย์อาจทรหดกว่าที่คิด

"45"

แต่ที่จริงอาจเป็นสิ่งมีชีวิตที่อ่อนแอมากก็เป็นได้ ขณะตัดสะบั้นสายสัมพันธ์ที่เชื่อมเข้ามาด้วยมือตัวเอง ก็เริ่มรู้สึกเหงามากขึ้นมากขึ้นทุกที

พี่สึงุรุพูดถูกแล้วล่ะ

ปากบอกไม่เชื่อแต่ใจจริงนั้นอยากเชื่อ พอมีคนตามมาก็หนีขึ้นไปบนที่สูง ถ้าหากต้องอยู่ตัวคนเดียวในที่สุดก็นับว่าสมควรแล้ว

"56"

ยามที่ลืมตาขึ้นมา แม้เพื่อนที่เคยเล่นด้วยกันจะพากันหายหน้าไปหมด แต่ก็ไม่อาจบ่นกับใครได้

"64"

ถึงอย่างนั้น ถ้ายังไม่นับจนจบก็ไม่รู้หรอก ทุกคนจะหายไปกันหมดจริงหรือไม่ก็ยังไม่รู้จนกว่าจะลืมตา

"70"

นับไปไกลเท่าไหร่ โทโกะยิ่งกลัวที่จะนับมากขึ้นเท่านั้น ถ้านับจนครบ 100 แล้วจะต้องลืมตาขึ้น ยามเปิดตาออก โทโกะต้องพบว่าตัวเองถูกทิ้งอยู่เพียงลำพังกลางสนามในโรงเรียนเป็นแน่

กลัวที่ต้องนับ

แต่ทว่าเมื่อเริ่มนับมาแล้ว ก็ต้องนับจนจบให้ถึง 100

"81"

ในตอนนั้นเองมีอะไรบางอย่างแตะไหล่ของโทโกะ ไออุ่นๆ พอรู้ว่านี่คือมือของมนุษย์แล้วโทโกะจึงเผลอลืมตาขึ้นดู

"อ๊ะ ขอโทษที"

เจ้าของมือนั้นคือคนที่ไม่คาดฝันว่าจะอยู่ที่นี่ได้

"ตอนแรกฉันก็ไม่กล้าเข้ามากวนหรอก แต่ไม้รู้เธอจะนับไปจนถึงเมื่อไหร่เลยเผลอทักจนได้...แล้วทำอะไรอยู่เนี่ย?"

ผู้ที่มอบรอยยิ้มอันใสซื่อนั้นมาให้ก็คือ


Image


โนริโกะ

"ทำไม"

ไม่ได้กลับไปนานแล้วเหรอไง เห็นรีบร้อนออกจากโรงเรียนเพื่อจะกลับไปดูรายการพระพุทธรูปนี่นา

"พอแยกกับโทโกะแล้วมันอดนึกถึงขึ้นมาไม่ได้น่ะ จริงๆ ฉันขึ้นรถเมล์ไปแล้วแหละ แต่ลงที่จุดหยุดรถป้ายที่ 2 แล้วย้อนกลับมา เพราะสงสัยว่าโทโกะอาจมีอะไรอยากพูดกับฉัน"

"แล้วรายการทีวีล่ะ?"

พอมองนาฬิกา ตอนนี้เป็นเวลาบ่ายสองโมงกับห้านาที จะทำยังไงก็กลับไปไม่ทันแล้ว

"ทีวีน่ะช่างมันเถอะ"

โนริโกะพูดอย่างแจ่มใส

"โทโกะย่อมสำคัญกว่าอยู่แล้ว"

โทโกะแตะมือของเพื่อนที่ยิ้มให้หลังพูดจบอย่างช้าๆ

"โนริโกะ..."

"เอ๊ะ?"

"โนริโกะ! โนริโกะ! โนริโกะ! โนริโกะ!"

ปากเอาแต่พร่ำร้องเรียกชื่อพร้อมกับกุมมือเอาไว้แน่น พอมั่นใจแน่ๆ แล้วว่านี่ไม่ใช่ภาพลวงตาก็รู้สึกโล่งใจน้ำตาไหลพรั่งพรูออกมา

"ม-มันเกิดอะไรขึ้นกันเนี่ย"

โนริโกะงงจนทำอะไรไม่ถูก หากมองจากมุมมองของเธอแล้ว ก็เพียงแค่ทักเพื่อนที่นั่งคุดคู้นับเลขราวกับบ่นพึมพำอะไรอยู่คนเดียวกลางสนามเท่านั้น เมื่ออยู่ๆ เพื่อนเกิดร้องไห้ออกมาก็คงไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร

โทโกะรู้สึกซาบซึ้งในตัวพระแม่มาเรียเป็นอย่างยิ่ง ขอบคุณมากค่ะที่พาตัวโนริโกะกลับมาให้

"โทโกะนี่น้า"

โนริโกะกุมมือของโทโกะกลับอย่างประหลาดใจ โทโกะเองก็ใส่แรงลงไปในนั้นไม่แพ้กัน

ใช่แล้ว จะปล่อยมือนี้ไปไม่ได้เด็ดขาด

โนริโกะคือความหวัง

ตราบที่ยังมีมือนี้อยู่ โทโกะเชื่อว่าตนจะสามารถตะเกียกตะกายออกมาจากห้วงลึกแห่งความสิ้นหวังได้

เพราะว่ามันยังสามารถทำให้ตนเชื่อมั่นแบบนี้ได้ยังไงล่ะ

สายลมเย็นๆ ได้ส่งเสียงเหมือนผิวปากว่า

ไม่เป็นไรหรอก

อาจแก้ตัวใหม่จากตรงนี้ได้

อื้อ นั่นสินะ

ตอนที่ยืมมือของเพื่อนเพื่อยืนขึ้น กระเป๋ากระโปรงด้านขวาของโทโกะได้ส่งเสียงดังแซ่กออกมา


<<Part 1 || Part 2 || Part 3>>


อา เสร็จแล้ว อ่านแล้วคิดว่าทุกคนคงอยากดูบทนี้เป็นอนิเมแน่ๆ รับรองค่ะว่ามันไม่หั่นทิ้งแน่นอน แต่อาจตัดบางส่วนไปบ้าง เพราะนี่ถือเป็นจุดพลิกผันสำคัญ

ความประทับใจของเรา
- ด้วยเนื้อเรื่องที่มันเข้มข้นอยู่แล้ว บรรยายผ่านมุมมองแรงๆ สุดโต่งของโทโกะเลยรู้สึกว่าอ่านแล้วสนุกมากกกกกกกกกกกก
- "ในกระเป๋า" ที่เป็นชื่อตอน คงรู้แล้วนะคะว่าคืออะไร (หรือยังไม่รู้กันอีก? ก็หมายถึงข่าวล่าการ์ดวาเลนไทน์ไง)
- มอบตำแหน่งไนท์พิทักษ์โทโกะให้โนริโกะไปเลย ประทับใจมาก (ในตอน Soeur Audition ที่คุณพี่เรียกโทโกะมาตบเกรียนเบาะๆ ในโนเวลคุณพี่จะแซวโนริโกะด้วยค่ะว่าเหมือนเป็นไนท์ของโทโกะ ก็เหมือนจริงๆ)
- ในตอนนี้โทโกะคงเหงาสุดๆ แล้วจริงๆ แหละ เพราะกับโนริโกะ คานาโกะ แล้วก็เพื่อนในห้องเนี่ยเริ่มห่างเหินกันตั้งแต่ตอนเลือกตั้งบาระซามะแล้ว แถมเล่มนี้ก็ยังเกรียนแตกใส่ทั้งนังคาชิวากิ ยูมิ เจ๊ซัจจี้ ไม่เหลือใครเลย ตอนที่โทโกะเรียกแค่ "โนริโกะ" อย่างเดียวโดยไม่มีซังนี่มันรู้สึกบาดจริงๆ
- จากพาร์ทแรกที่โทโกะเห็นยูมิครั้งแรกแล้วรู้สึกกลัว ไม่อยากเข้าใกล้ รู้สึกจะมีบอกในเล่มถัดไป Crisscross ตอนล่าการ์ดวาเลนไทน์ค่ะ คุณพี่เรียกโทโกะมาคุยเปิดใจอีกหนก่อนแข่งหาการ์ด จะพูดทำนองว่าเพราะยูมิเป็นกระจกหรืออะไรนี่แหละ (ลืมและ) ขอบอกว่าตอนหาการ์ดสนุกโคตรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรค่ะ คุณพี่มาเมพโคตร เหนือเมฆแสร่ดๆ (บางคนเราคงเคยบอก หรืออาจเคยเห็นที่เราพิมพ์ไว้แล้ว แต่ไม่บอกซ้ำละกัน ใครไม่รู้ไว้รอดูเอง) แถมยูมิมันซ่อนการ์ดได้สุดตรีนมากๆ
- ที่มีบทบรรยายว่าเหมือนเจ๊ซัจจี้ชำเลืองมองอย่างอื่นหลังตบเกรียนโทโกะ ก็คือมองโนริโกะนั่นเองค่ะ ^^ ให้โนริโกะไปปลอบใจ (โนริโกะจะเล่าในเล่ม Crisscross ประมาณว่ามาเห็นเอาตอนโทโกะหมอบกระแตไปแล้ว และเจ๊ซัจจี้ทำหน้าโกรธโคตรๆ โนริโกะก็ไม่รู้ว่าสองคนนี้คุยเรื่องอะไรกัน แต่มั่นใจว่าเป็นเรื่องยูมิแน่ เพราะทั้งคู่ต่างก็เลิฟเลิฟยูมิ มีแค่เรื่องยูมินี่แหละที่ทำให้บรรยากาศมาคุได้ถึงเพียงนี้)

Re: [แปล] Marimite Main Story : ในกระเป๋า (จบบท)

PostPosted: Tue Feb 17, 2009 9:01 pm
by WuDragon
สุดยอด....
Spoiler: show
เป็นการตบเกรียนแบบผู้ดีสมกับเป็นคุณพี่จริงๆ :D พูดนิ่งๆ เรียบๆ เย็นชา แต่บาดใจน้องดริลจนเข่าอ่อน :mrgreen:
น้องดริลก็นะ เลือดร้อนขึ้นสมองจนเกรียนใส่คนอื่นเขาไปทั่ว สุดท้ายก็หน้าแตกเอง (ยูมิไม่รู้เรื่องนี้ไม่แปลก แต่เราไม่นึกว่าคุณพี่ก็ไม่รู้เรื่องนี้ด้วยเหมือนกัน)

ว่าแล้ว... น้องดริลต้องมีเบื้องหลังอะไรบางอย่างที่น่าเศร้าขั้นรุนแรงแน่ๆ บุคลิกถึงดูเหมือนเด็กมีปัญหาอย่างนี้
โนริโกะนี่ก็แสนรู้ ถึงกับยอมทิ้งรายการพระพุทธรูปมาหาน้องดริลได้ขนาดนี้ (สงสัยโดนพระแม่มาเรียจุดธูปเรียก :lol: )

สรุปแล้วคนที่ฉลาดที่สุดในเรื่องคงเป็นคาชิวากิ รองลงมาก็คงเป็นเซย์(หรือว่าพอๆกันก็ไม่รู้ เซย์ไม่ค่อยโชว์ไอคิวอ่ะ เราแค่ดูออกว่ารู้ทันคาชิวากิเฉยๆ)

Re: [แปล] Marimite Main Story : ในกระเป๋า (จบบท)

PostPosted: Wed Feb 18, 2009 12:15 am
by ammy
อ่านแล้วอยากดูอนิเม พอดูอนิเมแล้ว อย่าอ่านหนังสือการ์ตุน (เมือไรเล่ม 3 จะออกก็มะรุ)

Spoiler: show
แหะๆๆ คิดว่า ตบป๊าป ลงหน้า หงายไปเลย ลืมไป คุณพี่ไม่ทำ แต่อยากรู้จัง อนิเมจะมีไหมนะ แล้วหนังสือการ์ตูนจะมีไหมหนอ งิงิ
- อยากดู ฉากนี้จัง งิงิ อนิเมคงไม่ตัดออกมั้ง
- จากพาร์ทแรกที่โทโกะเห็นยูมิครั้งแรกแล้วรู้สึกกลัว ไม่อยากเข้าใกล้ รู้สึกจะมีบอกในเล่มถัดไป Crisscross ตอนล่าการ์ดวาเลนไทน์ค่ะ คุณพี่เรียกโทโกะมาคุยเปิดใจอีกหนก่อนแข่งหาการ์ด จะพูดทำนองว่าเพราะยูมิเป็นกระจกหรืออะไรนี่แหละ (ลืมและ) ขอบอกว่าตอนหาการ์ดสนุกโคตรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรค่ะ คุณพี่มาเมพโคตร เหนือเมฆแสร่ดๆ (บางคนเราคงเคยบอก หรืออาจเคยเห็นที่เราพิมพ์ไว้แล้ว แต่ไม่บอกซ้ำละกัน ใครไม่รู้ไว้รอดูเอง) แถมยูมิมันซ่อนการ์ดได้สุดตรีนมากๆ


ฉากนี้

Spoiler: show
โทโกะมองเห็นรองเท้าแตะของซาจิโกะโอเน่ซามะก้าวผ่านทางด้านข้าง เสียงกรอบแกรบของหญ้าแห้งยามฤดูหนาว ฟังดูเหมือนเสียงลมจากที่ไหนสักแห่ง ซาจิโกะโอเน่ซามะเดินเข้าอาคารเรียนไปแล้ว มันเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้านหลังจึงไม่สามารถยืนยันให้เห็นด้วยตา เพียงแค่รู้สึกถึงมันได้ >>> คิดว่า อนิเม คงเป็นแนว ผมคุณพี่สยายแบบสโลโมชั้น แล้วเดินจากไปแน่เลย อิอิ



ไหนๆ โนเวลก็มีเล่มจบแล้ว อยากให้สำนักพิมพ์บงกชน่าเอาลิขสิทธิ์ โนเวลไปแปลด้วยเลย คงแหล่มเลย อนิเม มังงะ โนเวล หุหุ
ถ้าทำได้จริงคงอีกนานกว่าจะจบ ขนาดมังงะ ออกมา 2 เล่ม เงียบเลย *...*



.... ขอบคุณค่ะ :mrgreen: :mrgreen:

Re: [แปล] Marimite Main Story : ในกระเป๋า (จบบท)

PostPosted: Wed Feb 18, 2009 1:12 pm
by dramer
Spoiler: show
อ่านตอนจบแล้ว ^^ โนริโกะ จะเก่งไปถึงไหนนี้ มาประสาทรับรู้ส่วนตัวว่าโทโกะกำลังแย่ด้วย

Re: [แปล] Marimite Main Story : ในกระเป๋า (จบบท)

PostPosted: Wed Feb 18, 2009 1:22 pm
by Kaon_1926
เห่อเข้ามาอ่านแล้ว สมกับการรอคอยยยย อิ๊งงงง

Spoiler: show
โทโกะ เกรียนแตก!!! สุดยอดดด

โนริโกะ เธอเป็นเพื่อนที่ดีจริงๆๆ จับมาจิ้นเลยดีมะ

เดี๊ยวนึกอะไรออกแล้วจะมาลงอีก ....

Re: [แปล] Marimite Main Story : ในกระเป๋า (จบบท)

PostPosted: Wed Feb 18, 2009 6:54 pm
by nishiae
หุหุ
Spoiler: show
โชว์การตบเกรียนแบบผู้ดีตามสไตล์ซัจจี้ แต่นะซัจจี้ไม่รู้เหรอ เป็นไปไม่ได้หรือว่าซัจจี้หลีกหนีผู้คน5555

Re: [แปล] Marimite Main Story : ในกระเป๋า (จบบท)

PostPosted: Wed Feb 18, 2009 7:47 pm
by Mukiki
อ่านรวดเดียว 3 บทเลย มันส์โคตร
Spoiler: show
ไม่ใช่แบบนี้แบเบอร์ให้ ซัจจี้ x ยูมิ // โท x โนริ หรอกนะ ฮา
หวังว่าในเมะจะดึงอารมณ์ช่วงนี้ออกมาได้เนี้ยบๆ นะ

เลิฟผู้ดูแล :mrgreen:

Re: [แปล] Marimite Main Story : ในกระเป๋า (จบบท)

PostPosted: Wed Feb 18, 2009 11:25 pm
by Yoshiba
คุณพี่คะ...เท่ที่สุด อ้ากกกกกกกกกกกก >////////////<

Re: [แปล] Marimite Main Story : ในกระเป๋า (จบบท)

PostPosted: Thu Feb 19, 2009 1:39 am
by saakuzaa
Spoiler: show
โฮกกกกกกกกกก
คุณพี่สุดยอด ตบซะ
เท่มากมายยยยยยยย
ไงล่ะๆๆๆ โทโกะ จุกไปเรย