Page 1 of 6

[แปล] Marimite Main Story : Kibara Panic บทที่ 2 จ้า

PostPosted: Mon Jan 05, 2009 8:47 pm
by DarkNeon
Edit: Index

Maria-sama ga Miteru : Joanna (เรื่องสั้นของโทโกะ) > เรพนี้แหละ
Maria-sama ga Miteru : Hikari no Tsubomi (เรื่องสั้นของคานาโกะ) Read
Maria-sama ga Miteru : Rosa Chinensis en Bouton no Fuzai (เรื่องสั้นของคุณพี่ซัจจี้กับคานาโกะ) | Read
Maria-sama ga Miteru : Answer (เรื่องสั้นของป้าโยโกะตอนเลือกน้อง) | Read
Maria-sama ga Miteru เล่ม Ookina Tobira, Chiisana Kagi : Pocket no Naka | Part1 | Part 2 | Part3
Maria-sama ga Miteru : "San" tsuke Mondai (เรื่องสั้นการถกประเด็นคำต่อท้ายชื่อของสามสาวยูมิ ยชชี่ และชิมาโกะ) | Read
Maria-sama ga Miteru : Sugao no Hitotoki (เรื่องสั้นของซาจิโกะกับเรย์) | Read
Maria-sama ga Miteru เล่ม Bara no Mille-Feuille : Kibara Panic เรื่องตอนเรย์ไปดูตัว
- Chapter : Hyakusen Ayaushi? | Read
- Chapter : Panic! Attack!! | Read Image
- Chapter : Shoubu no Yukue | Part 1 | Part 2 | Part 3 | Part 4 | Part 5


Planning (แต่อาจล้มโครงการได้ตามอารมณ์ :lol: )

- Maria-sama ga Miteru : Kiiroi Ito (เรื่องสั้นตอนเอริโกะหาน้อง)
- Maria-sama ga Miteru : Florence Senbei wo Kai ni (เรื่องสั้นของเซย์กับเคย์ ตอนไปอิตาลีในช่วงเวลาเดียวกับ Ciao Sorella ค่ะ)
- Maria-sama ga Miteru : Yumi-chan Enikki - Mirai Hen 1 เีรื่องสั้นของยูมิและเจ๊ชิซึกะ คานินะ
- Maria-sama ga Miteru : Yumi-chan Enikki - Mirai Hen 2 เนื่องด้วยเหตุผลของการสปอยล์จึงไม่สามารถลงได้ว่าเรื่องของใคร แต่แปลแน่! และคงได้อ่านหลังๆ เลย
- Maria-sama ga Miteru เล่ม Manatsu no Ichi-Page : Ojiisan to Issho ni เรื่องของทาคุยะคุง "แฟน" ของโนริโกะ (อันนี้อาจจะช้านะคะ รวมๆกันแล้วร้อยกว่าหน้า)
(1) Chapter : Neta wa Houki to Chiritori de
(2) Chapter : Machiawase no Basho made
(3) Chapter : Takuya-kun wo Sagase!
- Maria-sama ga Miteru เล่ม Manatsu no Ichi-Page : Kibara no Enikki บันทึกการไปเที่ยวภูเขาไฟฟูจิของเรย์กับยชชี่ในปิดเทอมหน้าร้อน
- Maria-sama ga Miteru เล่ม Bara no Mille-Feuille : Shirobara Monoomoi
(1) Chapter : Heiwa na Futari
(2) Chapter : Monoomoi no Tane
- Maria-sama ga Miteru เล่ม Crisscross : Chizu Sanpo เบื้องหลังการซ่อนการ์ดของยูมิ ยชชี่ ชิมาโกะ



ลองแปลนิยายครั้งแรก....ซึ้งมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกค่ะ โคตรยากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก นั่งงมอยู่ 2-3 ชม. แน่ะ T^T

ก่อนอ่าน ควรดู 4th Season ตอนแรกก่อนนะจ๊ะ

อันนี้เป็นเหตุการณ์ที่โทโกะทะเลาะในชมรม เป็นเรื่องสั้นคั่นเรื่องหลักของโนเวล In Library เล่มนี้ค่ะ

Image

คาดว่าจะได้เป็นอนิเมในภาค 4 ตอน 3-4 นะ :D กรี๊ดแตกโทโกะซึนมากๆเล่มนี้ แล้วบังเอิญไปเจอเรื่องสั้นนี้เข้า ไม่กี่หน้าหรอก แต่เป็นเล่มแรกที่ถ่ายทอดเรื่องผ่านมุมมองโทโกะ ซึ่งเราอ่านแล้วแบบ...อืม...มันแปลกน่ะค่ะ เพราะเรื่องที่ผ่านมุมยูมิ โยโกะ โนริโกะ โยชิโนะ สำนวนจะไม่แรงแบบนี้ แต่แบบนี้แหละคือโทโกะ

Edit : สุดท้าย อนิเมมันก็ข้ามเล่มนี้...

ในนี้จะมีการเปรียบเทียบกับตัวละคร "เอมี่" "เบธ" ในเรื่อง Little Women (หรือฉบับญี่ปุ่น จะเรียกว่า Wakakusa no Monogatari) ด้วยค่ะ คนที่รู้เรื่องอาจจะเก็ท แต่คนแปลก็ไม่รู้เรื่องเหมือนกันเลยไม่เก็ท -w-'

ส่วนโจแอนนา เป็นตุ๊กตาของเบธ...

============================================================================================================

คนๆนี้กำลังพูดอะไรของเค้ากันนะ

"คนที่ทำให้ผู้ชมพอใจในเวลาฝึกซ้อมไม่ได้ พอถึงเวลาแสดงจริงจะทำได้เหรอ?"

อาจดูเหมือนเป็นการเถียงคำไม่ตกฟาก แต่ที่จริงแล้วมันน่าจะกลับกันซะด้วยซ้ำ ที่ต้องฝึกซ้อมซ้ำไปซ้ำมา ไม่ใช่เพื่อให้แสดงออกมาดีที่สุดในรอบจริงเหรอไงกัน

ที่จริงฉันจะสวนกลับไปด้วยคำพูดนั้นก็ได้ แต่ฉันลองแกล้งสวมบทเป็น "รุ่นน้องที่พอโดนดุก็ใจแป้ว" ดูสักพัก เพราะฉันพอจะคาดเดาได้ว่า หากเถียงกลับไปเมื่อไหร่ จะถูกว่าคืนกลับมามากกว่าเดิมหลายเท่า ฉันก็ไม่ได้คิดว่าฝีปากของตัวเองด้อยกว่าหรอกนะ แต่ถ้าทำให้การฝึกซ้อมหยุดชะงักไปมากกว่านี้ จะเป็นการเสียมารยาทต่อสมาชิกคนอื่นซะเปล่าๆ

สถานที่ฝึกซ้อมในวันนี้ เป็นพื้นที่โล่งๆในห้องเรียนหลังทำการจัดเลื่อนโต๊ะไปไว้หลังห้องจนหมด การฝึกซ้อมละคร "Wakakusa no Monogatari" ที่ชมรมการแสดงจะจัดในงานโรงเรียนก็เข้าสู่ไคลแมกซ์แล้วเช่นกัน

สงบปากสงบคำและก้มหน้านิ่ง ----------- นี่ถือว่าเป็นการยอมประนีประนอมครึ่งทางแล้วสำหรับฉัน แต่รุ่นพี่ A ดูจะเข้าใจอะไรบางอย่างผิดไป เลยยิ่งกลายเป็นว่าทำให้พฤติกรรมของเค้าที่แสดงออกมายิ่งหนักข้อกว่าเดิม เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาเพียงเสี้ยวหนึ่งยามที่อาจารย์ที่ปรึกษาไม่อยู่เนื่องจากติดประชุมคณาจารย์ ส่วนประธานชมรมผู้แสนดีที่มักคอยเป็นคนกันชนให้อยู่เสมอก็ไม่อยู่ที่ห้องเพราะติดธุระเรื่องงานโรงเรียน ทั้งหมดเริ่มต้นจากการที่ฉันซึ่งได้รับบทเอมี่พูดบทผิดพลาดไปแค่จุดเดียว

"มัตสึดาอิระซังได้เป็นถึงหนึ่งในตัวเอก คงจะมีความสามารถอยู่ เลยอาจจะดูถูกการฝึกซ้อมไปบ้างล่ะสินะ แต่ชมรมการแสดงของ ม.ปลายมันคนละเรื่องกับของ ม.ต้น สำหรับเธอที่ได้รับบทแค่เพราะรูปลักษณ์ภายนอกกับอย่างอื่น อาจจะกำลังเข้าใจผิดว่าทักษะในการแสดงนั้นไม่จำเป็น"

ฉันได้ยินเสียงหัวเราะคิกคักดังมาจากกลุ่มสมาชิกชมรมการแสดงคนอื่นที่อยู่ ณ ที่นั้นด้วยเมื่อได้ฟังคำพูดของรุ่นพี่

(หืม)

คาดไม่ถึงว่าจะคิดกับฉันแบบนี้เอง ไม่ใช่แค่คนเดียว แต่ยังมีตั้งสามสี่คนซะด้วยสิ

(ถ้าอย่างงั้น แปลว่าฝีมือการแสดงของฉันก็ไม่เบาเหมือนกัน)

ผลงานชิ้นเอกสินะ

"มีอะไรน่าขำ"

ทั้งที่ฉันพยายามกลั้นเอาไว้บ้างแล้ว แต่ดูเหมือนว่าเสียงหัวเราะของฉันที่หลุดออดมาอย่างคุมไม่อยู่ จะไปทำให้รุ่นพี่ไม่พอใจเข้า

"เปล่าค่ะ ไม่มีอะไร"

ฉันพูดไปพลางนึกในใจว่า แบบนี้จะไม่ให้ขำได้ยังไง

ไม่เคยรู้มาก่อนสักนิดเดียวว่าได้รับเลือกให้เล่นบทนี้เพียงเพราะรูปลักษณ์ภายนอกและอย่างอื่น สมกับเป็นชมรมการแสดงของ ม.ปลายที่ต่างชั้นกับ ม.ต้น เลือกตัวแสดงได้ส่งเดชสิ้นดี ถ้าอย่างนั้นรุ่นพี่เจ้ากี้เจ้าการคนนี้ก็เหมาะกับบทเจนนี่ สโนว์ที่ฟ้องเรื่องเอมี่กับครูเป็นอย่างดีเลยทีเดียว แต่ด้วยเพราะข้อจำกัดด้านเวลาแสดง บทตรงช่วงน้ำมะนาวใส่เกลือของเอมี่จึงถูกตัดออกไปอย่างน่าเสียดาย

"แล้วจะให้ฉันทำยังไงคะ"

"ฉันจะบอกว่า กะอีแค่ได้รับบทเอมี่ อย่าทำเป็นได้ใจนัก"

"ฉันไม่ได้ทำตัวได้ใจซะหน่อยค่ะ เพราะอย่างนั้นฉันถึงไม่รู้ไงคะว่าต้องทำยังไงรุ่นพี่ถึงจะพอใจ"

ฉันรู้ว่าจริงๆ แล้ว หากตรงนี้ฉันแกล้งบีบน้ำตาให้เห็นสักหยด รุ่นพี่คนนี้คงรู้สึกพอใจและคงจะอ่อนโยนด้วยมากขึ้น แต่ว่าฉันจะไม่ทำอย่างนั้นเด็ดขาด กับอีแค่แกล้งร้องไห้จะให้ทำเท่าไหร่ก็ทำได้ แต่จำเป็นต้องทำขนาดนั้นเพื่อให้เค้ายอมรับเป็นพวกด้วยเหรอ ถึงแม้ว่ามันจะเป็นแค่การแสดงก็ตามที แต่หากคนที่ได้เห็นด่วนฟันธงว่า แค่กลั่นแกล้งก็ทำให้ฉันร้องไห้ได้ มันจะกลายเป็นความอัปยศที่ฉันเกินจะทานทน และจะเป็นการไม่ดีในภายหลังด้วย

"ถึงเธอจะถามว่า จะให้ทำยังไงก็เถอะนะ"

ตอนที่รุ่นพี่ A ยิ้มออกมาอย่างเย็นชานั่นเอง ประตูได้เปิด ประธานชมรมที่หายตัวไปกลางคันก็กลับเข้ามา

"ขอโทษที่มาช้า อ้าว ซ้อมกันอยู่เหรอ? ต่อได้เลยนะ"

"ถ้างั้นซีนเมื่อกี้ เริ่มใหม่ตั้งแต่ต้น"

รุ่นพี่ A หันหลังให้ราวกับจะหนีหน้า ส่วนฉันนั้นไม่สามารถทำใจให้เรื่องมันจบแล้วกลับไปซ้อมตามปกติได้

"รุ่นพี่ยังไม่ได้ตอบคำถามเลยนะคะ"

"โทโกะจัง หมายถึงอะไรจ๊ะ?"

ประธานรู้สึกได้ถึงบรรยากาศผิดปกติที่เกิดขึ้น จึงได้ถามฉัน พอฉันไม่ได้อธิบายอะไรก็เลยหันกลับไปถามรุ่นพี่ A ด้วยคำถามเดียวกัน

"ฉันแค่เตือนนักเรียนปี 1 ว่า อย่าถ่วงแข้งถ่วงขาพวกเราก็เท่านั้นเองค่ะ"

รุ่นพี่ A ตอบออกมาอย่างหมดเปลือก

"โทโกะจังไม่ได้ถ่วงแข้งถ่วงขาพวกเราซะหน่อยนี่? มีทักษะการแสดงดีเยี่ยมจนไม่คิดว่าเป็นนักเรียนปี 1 เลยนะ"

"ประธานชอบเด็กคนนี้นี่คะ คงไม่เข้าใจหรอก เด็กที่มีฝีมือการแสดงระดับนี้หาในชมรมเราได้ถมไป"

ยิ่งฟังๆไป โทโกะชักรู้สึกรำคาญ รุ่นพี่คนนี้ไม่ได้สนใจเรื่องฝีมือการแสดงหรอก แต่ไม่ถูกชะตากับตัวโทโกะต่างหากล่ะ ต่อให้พูดอะไรไปก็ไร้ประโยชน์ ไม่มีหนทางใดๆที่จะเชื่อมสายสัมพันธ์แย่ๆนี้ได้เลย

"ถ้าอย่างนั้น รุ่นพี่ไม่เล่นเป็นเอมี่ซะเองเลยล่ะคะ?"

ฉันโพล่งออกไป พร้อมกับสายตาเย็นเฉียบและเสียงทุ้มต่ำชวนขนลุกเป็นเชิงดักคอ ไม่ให้พูดว่าบทเอมี่ส้มหล่นมาหาฉันแค่เพราะรูปลักษณ์ภายนอกหรืออย่างอื่น บรรดาคนที่รู้จักฉันเพียงแค่ด้านเดียวต่างพากันมองฉันด้วยสายตาราวกับกำลังมองสัตว์ประหลาด

หากมีรีเควสมา ฉันมั่นใจว่าสามารถเล่นได้แม้กระทั่งบทของคุณครูเดวิส หรือคุณป้ามาร์ช อยากจะยืนยันให้เห็นกับตาเหมือนกันว่าไอ้ฝีมือการแสดงระดับนี้ที่รุ่นพี่ว่า มันจะสักแค่ไหนกันเชียว

"นี่ค่ะ บทที่ฉันพูดผิดไปเมื่อกี้ ลองทำให้ดูเป็นตัวอย่างทีสิคะ"

ฉันคว้าหนังสือบทที่วางอยู่บนโต๊ะ เปิดหน้านั้นแล้วก็ยัดเยียดใส่รุ่นพี่

"โทโกะจัง พอเถอะ"

ฉันได้ยินเสียงของประธานอยู่ แต่ว่าแค่นี้มันเบรกฉันไม่ได้หรอก

"นะ....นี่เธอคิดว่าฉันเล่นไม่ได้ใช่มั้ย?"

รุ่นพี่ A รับเอาหนังสือตัวบทไป แล้วใช้นิ้วไล่ดูบทที่เป็นบรรทัดเป้าหมาย

"ไม่เลยค่ะ รุ่นพี่จะต้องเป็นแสดงเป็นเอมี่ได้ดีกว่าคนอย่างฉันแน่นอน"

"แหงอยู่แล้ว ถึงคนอย่างเธอจะไม่อยู่ ชมรมเราก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไรนักหรอก"

รุ่นพี่ทำท่าเหมือนอยากจะร้องไห้ ฉันไม่อยากทนอยู่ร่วมกับรุ่นพี่คนนี้อีกแล้วแม้แต่วินาทีเดียว จึงพรวดพราดออกมาจากห้องเรียน

จะเป็นยังไงก็ช่าง -------- แล้วแท้ๆเชียว

Image

คนๆนี้กำลังพูดอะไรของเค้ากันนะ

"ฉันอยากถามว่าเรื่องมันเป็นยังไงกันแน่"

เรื่องมันก็ป่านนี้แล้ว เลิกทำให้ความรู้สึกของฉันปั่นป่วนซะที

ตั้งแต่นั้นก็มาผ่านมา 2 วัน ฉันเริ่มรู้สึกขึ้นมาบ้างว่าอาจจะทำเกินไปจริงๆนั่นแหละ แต่ตอนนี้ฉันลืมเรื่องนั้นไปจนหมดสิ้น และตัดสินใจว่าจะทุ่มเทให้กับละครของยามะยูริไคอย่างเต็มที่

ทั้งที่เป็นอย่างนั้น

ถอนตัวจาก "ตำนานโทริคาเอบายะ" แล้วกลับไปชมรมการแสดงซะ...ทำไมผู้คนจากเรือนกุหลาบถึงสามารถพูดจาโหดร้ายแบบนี้กันได้นะ ฉันเข้าใจดีว่าส่วนหนึ่งก็เพราะนึกถึงฉัน ถึงแม้ว่าจะปล่อยมันไปตามเวรตามกรรม และทิ้งที่นั่นมาแล้วก็ตาม แต่ฉันก็ยังแอบเสียดายกับ "Wakakusa no Monogatari" อยู่ลึกๆ

อยากจะแสดงบทเอมี่

แม้ปากจะพูดไปว่า ""รุ่นพี่จะต้องเป็นแสดงเป็นเอมี่ได้ดีกว่าคนอย่างฉันแน่นอน" ก็เถอะ แต่ไม่มีนักแสดงคนไหนจะเข้าถึงบทเอมี่ได้ดีกว่าฉันอีกแล้ว ฉันเป็นตัวหมากสำคัญที่จะขาดไปไม่ได้สำหรับชมรมการแสดงในการทำให้ละครเรื่องนี้ประสบความสำเร็จ ดังนั้นหากกลับไปได้ก็อยากกลับไปที่นั่น นี่คือใจจริงของฉัน

"แปลว่าฉันไม่เป็นที่ต้องการงั้นเหรอคะ"

ตีความอีกแง่ ก็ดูเหมือนกับว่า "ยามะยูริไคไม่ต้องการ" ยังไงตัวเองก็ต้องเจ็บปวดอยู่ดี ต่อให้สรรหาคำสวยหรูมาพูดยังไง สุดท้ายสิ่งที่พูดออกมาก็คือ "ไล่ออก" อยู่วันยังค่ำ ไม่เห็นจะต้องคร่ำครวญอะไร ก็แค่ที่นี่ไม่ใช่ที่สำหรับฉันเท่านั้น จะเป็นยังไงก็เป็นไป แค่ทิ้งที่นี่เอาไว้ข้างหลังอีกก็พอ

แต่ไม่รู้ว่าคนที่ยื่นคำขาดไล่ออกแก่ฉันคนนี้ เค้าคิดอะไรอยู่กันแน่ ถึงได้ทิ้งหน้าที่ที่ตัวเองได้รับมอบหมายแล้วเพี้ยนหนักขึ้นมา

"ไปชมรมการแสดงกันเถอะ เดี๋ยวฉันไปเป็นเพื่อน"

"เธอต้องมาแสดงให้กับทางเราด้วยนะ"

คนๆนี้พูดอะไรของเค้า แถมยังปิดท้ายด้วยว่า "งั้นมาที่บ้านฉันสิ" อีกต่างหาก

บ้ารึเปล่าเนี่ย

มาดักรอที่นี่เพื่อพูดเกลี้ยกล่อมให้ฉันถอนตัวไม่ใช่เหรอ? ถ้าไม่บอกว่า "ไล่ออก" มาซะตรงๆ เดี๋ยวก็โดน "คุณพี่สุดที่รัก" ดุเอาหรอก

แต่ดูเหมือนว่าเค้าจะไม่ได้คิดมากอะไรกับเรื่องนี้เลย พออยู่ต่อหน้าอีกฝ่ายที่ยิ้มใสซื่อเข้าใส่ ฉันก็แพ้ราบไปแล้วโดยไม่ทันพูดอะไรสักคำเดียว

"เข้าใจแล้วค่ะ"

ฉันค่อยๆ ดึงเอามือที่เกาะกุมฉันไว้ออกไป

ฉันไม่ต้องการมือที่อ่อนโยนจากใคร เพราะว่าฉันไม่ใช่ตุ๊กตาน่าเวทนาที่เบธคอยกอดไว้เสมอ ได้เวลากลับไปเป็นเอมี่แล้ว เพราะฉะนั้น ------

เมื่อฉันเริ่มออกเดิน ก็มีเสียงเจื้อยแจ้วดังแว่วมาจากข้างหลัง

"นอนเยอะๆ กินเยอะๆ แล้วก็อย่าเครียดนักล่ะ ถ้าอยากบ่นเมื่อไหร่ก็มาหาฉันได้ เข้าใจนะ?"

จริงๆเลย คนๆนี้

บ้ารึเปล่าเนี่ย

ฉันฝืนยิ้มออกมา พร้อมกับก้มหัวนิดหน่อยให้แก่เบธผู้ไม่เขินอายใครๆ ที่ผิดกับฉบับนิยายอย่างลิบลับ

============================================================================================================


น้องดริลสุดยอด!

ใครยังจำเรื่อง Little Women ได้มาอธิบายที ว่า อ.แกเปรียบเทียบอะไรยังไง



Omake แถมจากเล่ม In Library สปอยล์นะ....
Spoiler: show
ตั้งแต่หลังงานโรงเรียน โทโกะกับคานาโกะก็ไม่ได้ไปเรือนกุหลาบอีกเลย ยูมิไปหาที่ห้องก็ไม่เจอ ทีนี้ต้นบทสอง (หรือสักบท) ยูมิจะหลับไป แล้วคนมันกำลังหลับอ่ะ ก้ได้ยินบทสนทนาแบบจับความไม่ค่อยได้ จะได้ยินแค่ว่า คุณพี่ซัจจี้จะบ่นๆที่ปลุกแล้วยูมิไม่ยอมตื่น แล้วบอกให้คนอื่นกลับไปก่อน ไว้อ่านหนังสือจบแล้วตัวเองจะปลุกยูมิเอง

หลังจากนั้นยูมิจะสะดุ้งตื่นขึ้นมา แต่คุณพี่ไม่อยู่แล้ว มีโน้ตทิ้งไว้ว่า "ไปห้องสมุดนะจ๊ะ" ทันใดนั้นเอง ยูมิได้ยินเสียงฝีเท้าขึ้นบันไดมา นึกว่าเป็นคุณพี่ พุ่งออกไปเต็มที่ แต่เสียงที่ได้ยินไม่ใช่เสียงคุณพี่...

ยู - อะไรกัน โทโกะจังเองหรอกเหรอ
โท - ขอโทษทีนะคะที่เป็นโทโกะจัง ขอตัวก่อนล่ะค่ะ
ยู - เดี๋ยวก่อน ไหงอยู่ๆยูเทิร์นกลับซะงั้นล่ะ
โท - ก็ดูเหมือยยูมิซามะจะไม่มีธุระอะไรกับโทโกะนี่คะ
โท - แล้วซาจิโกะโอเน่......เอ่อ โรซ่าคิเนนซิสล่ะคะ
ยู - อ๋อ มาหาซาจิโกะซามะเหรอ
โท -.........ไม่ใช่ค่ะ เมื่อกี้เจอพวกโรซ่าเฟทิด้าค่ะ เลยรู้ว่าโรซ่าคิเนนซิสกับยูมิซามะยังอยู่ที่เรือนกุหลาบ ถึงได้แวะมา
ยู - ถ้างั้นก็รออีกแป๊บสิ อีกเดี๋ยวซาจิโกะซามะก็กลับมา (ว้อยยยยยยยยยยยยยยยยยย)
โท - บอกไปแล้วไม่ใช่เหรอคะว่าไม่ได้มาหาโรซ่าคิเนนซิส
ยู - งั้นแปลว่ามาหาฉันรึเปล่าน้า?
โท - ใช่ค่ะ แต่ช่างมันเถอะ ยังไงฉันมันก็เป็นได้แค่ 'โทโกะจังเองหรอกเหรอ' (งอนไรนักวะ....)
ยู - ขอโทษๆ นึกว่าโอเน่ซามะนี่นา
โท - หืมมม เวลาอยู่หน้าโอเน่ซามะ ยูมิซามะทำหน้าตาแบบนั้นเองสินะคะ
ยู - แบบไหน?
โท - หน้าบ๊องๆ (จริงๆพูดยาวกว่านี้ แต่ขี้เกียจ =w= รวบสรุปเลยฮ่า)
ยู - แล้วมีอะไรจะพูดกับฉันเหรอ?
โท - ไม่มีค่ะ
ยู - ไม่มี???????????????
โท - ฉันไม่รู้ค่ะ ที่มีเรื่องจะพูดไม่ใช่ยูมิซามะหรอกเหรอ
ยู - ฉัน??????
โท - ก็บอกว่าช่างมันไงคะ ยังไงก็แค่ธุระที่แปบๆก็ลืมแล้ว
ยู - ใบ้หน่อย
โท - คำใบ้อะไรคะ ไม่เห็นจะเข้าใจ ฉันจะไปรู้ได้ยังไงว่ายูมิซามะมีธุระอะไร

สรุปมันมาจากโทโกะได้ยินจากโนริโกะล่ะมั้งว่ายูมิไปหาที่ห้อง โทโกะเลยแวะมาหาเพราะคิดว่ายูมิมีธุระ ยูมินึกขึ้นได้เลยบอกว่าจะไปขอบคุณที่มาช่วยงาน โทโกะก็บอกว่าไม่ต้องขอบคุณหรอก ปากกาก็ให้มาแล้ว เลี้ยงขนมอีก ยูมิเลยหยอดใส่ "ก็เค้าอยากเจอตะเองอ้ะ" (ฮา) โทโกะจึงกลบความเขินด้วยการย้อนถามว่า แล้วไม่อยากเจอคานาโกะเหรอไง :lol:

เล่มนี้เนื้อหลักแทบไม่มี เอาเรื่องสั้นมาคั่นสลับ เป็นเกมเล่นซ่อนแอบกะซัจจี้ โคตรมันส์ :lol: จบได้น่ารักโคตร

Re: [แปล] Maria-sama ga Miteru เรื่องสั้นของโทโกะ : Joanna

PostPosted: Mon Jan 05, 2009 9:20 pm
by Mukiki
สปงสปอย อ่านหมดล่ะนาทีนี้
Behind the ซึน เป็นเยี่ยงนี้นี่เอง ยูมินี่ก็ดีเหมือนกันนะที่เป็นคนไม่คิดอะไรมาก - -"
เรื่องเปรียบเทียบคงต้องตามตัวเซย์เรย์มาช่วยตอบ เห็นล่าสุดบ่นๆว่าอยากหาสี่ดรุณีมาดูอยู่

อ่านใน Spoil ข้างล่างซึนขาดใจจริงๆ

เดี๋ยวสิ แล้วฮารุตอนสี่ล่ะตัว....
(เปล่าทวงน้า แค่จุดไฟ :lol: )

Re: [แปล] Maria-sama ga Miteru เรื่องสั้นของโทโกะ : Joanna

PostPosted: Mon Jan 05, 2009 9:48 pm
by WuDragon
ยูมิซื่อมากๆ จนเราชักไม่แน่ใจว่าจะเติมคำว่าบื้อให้ด้วยดีมั้ย
จะว่าไปบางทีไม่คิดมากหรือรู้เรื่องอะไรมากมันก็ดีไปอีกแบบ
แต่น่ากลัวว่าถ้าอีกฝ่ายเป็นคนคิดมากหรือซึนขั้นเทพ อาจมีสิทธิ์ลงแดงตายไปก่อนที่ยูมิจะรู้ตัว

โทโกะนี่ก็ช่างซึนและรุนแรงได้ใจ
(แอบเสียดายที่เรื่องนี้เกิดขึ้นในโรงเรียนผู้ดี ไ่ัม่งั้นคงมีตบจูบกระจายเหมือนละครในบ้านเรา)

Re: [แปล] Maria-sama ga Miteru เรื่องสั้นของโทโกะ : Joanna

PostPosted: Mon Jan 05, 2009 9:54 pm
by Nathan
ทำไมไม่มีใครแปลเรื่องนี้เป็น ภาษาประกิตบ้างน้อ....

สาบานต่อหน้ากีบม้าว่าจะกวาดครบทุกเล่มเลย :lol:

Mukiki wrote:
เดี๋ยวสิ แล้วฮารุตอนสี่ล่ะตัว....
(เปล่าทวงน้า แค่จุดไฟ :lol: )


ไฟอะไรกั๊บ? ไฟทำงาน หรือไฟลน... ? อิ ๆ ๆ :mrgreen:

Re: [แปล] Maria-sama ga Miteru เรื่องสั้นของโทโกะ : Joanna

PostPosted: Mon Jan 05, 2009 10:39 pm
by namaste
โฮกกกก ซึนได้ใจจริงๆ

ปกติไม่ชอบน้องดริลหรอกนะ
แต่อ่านที่ท่านอ้อนแปลแล้วค่อยเข้าใจโทโกะขึ้นมาบ้าง

DarkNeon wrote:
Spoiler: show
ยูมิเลยหยอดใส่ "ก็เค้าอยากเจอตะเองอ้ะ" (ฮา) โทโกะจึงกลบความเขินด้วยการย้อนถามว่า แล้วไม่อยากเจอคานาโกะเหรอไง :lol:

เล่มนี้เนื้อหลักแทบไม่มี เอาเรื่องสั้นมาคั่นสลับ เป็นเกมเล่นซ่อนแอบกะซัจจี้ โคตรมันส์ :lol: จบได้น่ารักโคตร


ยูมิ ทึ่มจริงรึแกล้งเนี่ย 5555 หยอดได้โปรมาก ทีกะซัจจี้งี้ยังกับคนละคน

Re: [แปล] Maria-sama ga Miteru เรื่องสั้นของโทโกะ : Joanna

PostPosted: Tue Jan 06, 2009 1:35 am
by DarkNeon
ยูมินี่เป็นไอดอลในหมู่เด็กปี 1 เลยนะ เพราะอิมเมจแหวกจากครอบครัวกุหลาบคนอื่นๆ ที่จะดูสง่า ชั้นสูง ยูมิจะธรรมดาๆ เข้าถึงง่ายมากกว่า (อันนี้โนริโกะเป็นคนบอก)

ว่าแต่ยูมิโดนเซย์ซามะลวนลามบ่อยจนได้วิชามาใช้กับโทโกะแหงๆ :lol:

Re: [แปล] Maria-sama ga Miteru เรื่องสั้นของโทโกะ : Joanna

PostPosted: Tue Jan 06, 2009 8:37 am
by Est
อัศจรรย์ใจที่ยูมิมีมาด "คุณพี่" :shock:
โทโกะที่เข้มแข็งและแข็งกร้าวแบบนั้นถึงกับหลอมละลายๆ~
คนอ่านเห็นแล้วก็ละลายๆ~

Re: [แปล] Maria-sama ga Miteru เรื่องสั้นของโทโกะ : Joanna

PostPosted: Tue Jan 06, 2009 9:13 am
by Kaon_1926
พอดูOVAแล้วก็ดู ซีซั่น 4 แล้วรู้สึกว่ายูมิเหมือน ซาจิโกะซามะ + เซย์ซามะ
รู้สึกยูมิดูมีเสน่ห์....ขึ้นหรือเปล่า
โทโกะ เอาไปเลยคำเดี๊ยว ซึนดีจริงๆๆๆๆๆๆ>///<

ดูสปีดซับซีซั่น 4จบ อยากจะโฮกกกกกกกก ดังๆๆๆ

อะร๊างงงง~~~~ ชอบไม้ตายซาจิโกะซามะ ''วิ้งค์เบรกเกอร์!!!!''(ขอตั้งชื่อให้เลยหละกัน) :lol:

Re: [แปล] Maria-sama ga Miteru เรื่องสั้นของโทโกะ : Joanna

PostPosted: Tue Jan 06, 2009 10:13 am
by sakurai
รู้สีกว่า จะชอบโทโกะ มากกว่าเดิมอีก :oops:

Re: [แปล] Maria-sama ga Miteru เรื่องสั้นของโทโกะ : Joanna

PostPosted: Tue Jan 06, 2009 11:44 am
by YuriGray
อืม ๆ เบื้องหลังการทะเลาะกันในชมรมละครมันเป็นเช่นนี้เอง ขอบคุณที่แปลให้อ่านนะคะ :D

คู่โทโกะกับยูมิ มาแรงจริง ๆ กลบคู่อื่นมิดเลยแฮะ :mrgreen:

Re: [แปล] Marimite เรื่องสั้นของคานาโกะ : ดอกตูมแห่งแสงสว่าง

PostPosted: Mon Jan 19, 2009 2:25 am
by DarkNeon
อะเหื้ออออออ ระเบิดพลังแผ่นดินไหวจากในหัวมานั่งแปล อันนี้ยอมรับว่ายิ่งอ่านยิ่งมันส์ คานาโกะโซเพ้อ หล่อนจะเพ้อไปไหนฟร้าาาาาา และเราจะได้รู้แล้วค่ะว่าคานาโกะเจอยูมิครั้งแรกตอนไหน และเพราะเหตุอันใดจึงไม่ชอบโทโกะ

เป็นชอร์ตสตอรี่คั่นจากเล่มนี้

Image

ตอนแรกกะว่าแปลทีละนิด แต่แปลๆไปมันดุเด็ดเผ็ดแซ่บซะจริง เลยยาวรวดยันจบ...ขอรวมเป็นกระทู้เดียวกันไปเลยนะ เพราะอาจมีแปลเล่นอีกหลายอัน...

สำหรับคนที่อ่านแล้วยังนึกไม่ออก ไทม์ไลน์ของตอนนี้ จะอยู่ในช่วงปลายภาคฮารุนะคะ และเหตุการณ์ทะเลาะที่คานาโกะพูดถึงก็มาจากตอน 11-12 ของภาคฮารุนี่แหละ


- 光のつぼみ -

- Hikari no Tsubomi -

- ดอกตูมแห่งแสงสว่าง -


ตอนที่ฉันได้พบคนๆ นั้นครั้งแรก คือ ในวันที่มีพิธีต้อนรับนักเรียนใหม่

ถึงอย่างนั้น ฉันก็ไม่ได้พบกับเธอในงานพิธีซะทีเดียว แต่เป็นในเช้านั้นเองที่ฉันเพียงแค่เฝ้ามองเธอจากข้างหลัง ขณะที่เธอกำลังยืนเหม่ออยู่ ณ ระเบียงชั้น 1 ของอาคารเรียน ม.ปลายเพียงลำพัง

เธอกำลังมองสิ่งต่างๆ ภายนอกผ่านทางหน้าต่างที่เปิดอ้าอยู่

ภาพของเธอที่ฉันได้เห็น ช่างงดงามราวบทกวี

ฉันมีลางสังหรณ์ว่าการได้พบเจอคนผู้นี้ จะกลายเป็นสิ่งสำคัญที่เกี่ยวพันมาถึงชีวิตของฉัน

ฉันได้รู้ชื่อของเธอในเวลาไม่นาน

ฟุคุซาวะ ยูมิ - Rosa Chinensis en Bouton - น้องสาวของ Rosa Chinensis ในพิธีต้อนรับนักเรียนใหม่ เธอได้ยืนเคียงข้าง Rosa Chinensis และคอยเป็นผู้ช่วยให้แก่พี่สาว แม้ว่าฉันจะเพิ่งมาเข้าเรียนที่ลิลเลียนในตอน ม.ปลายก็ตามที แต่ใช่ว่าฉันจะไม่รู้เลยว่าบาระซามะทั้ง 3 คนผู้อยู่ในจุดสูงสุดของยามะยูริไค รวมทั้งบรรดาน้องสาวที่ได้รับขนานนามว่าดอกตูมเหล่านั้นเป็นใครบ้าง แม้ไม่ต้องดิ้นรนหาข้อมูล แต่ฉันก็พอปะติดต่อจากบทสนทนาของเพื่อนร่วมห้องที่บังเอิญแว่วเข้าหูได้ ---- เพื่อนร่วมห้อง โดยเฉพาะรอบตัวของเหล่าผองเพื่อนที่น่าคบค้าสมาคมภายใต้การนำของมัตสึไดระ โทโกะ มักจะส่งเสียงเซ็งแซ่ได้อยู่ทุกเวลา

ไม่ว่าจะพากันเจี๊ยวจ๊าวยามแนะนำตัว หรือเวลาพอมีบาระซามะคนใดคนหนึ่งเดินผ่านระเบียงที่ทั้งห้องสามารถมองเห็นได้ ก็พากันร้องเสียงสูง เมื่อรู้ว่าจะมีการเช็คชื่อก็พากันตื่นตูม แถมยังทำกระทั่งอีเวนต์วินิจฉัยสุขภาพ พวกเธอเหล่านั้นไม่มีทางปล่อยนักเรียนที่สอบเข้ามาจากที่อื่นไว้เฉยๆ อยู่แล้ว และจะพากันประดาหน้าเข้ามาให้ความช่วยเหลือ

เริ่มจาก "ทานข้าวกล่องด้วยกันมั้ย" บ้างล่ะ

"ให้ฉันช่วยแนะนำวิธีท่องจำบทสวดมนต์มั้ย" บ้างล่ะ

หรือไม่ก็ "ไม่เข้าใจตรงไหน ก็ถามได้เลยนะ ไม่ต้องเกรงใจ" เป็นต้น

เนื่องด้วยฉันมีคติว่าจะไม่ซื้อของจากพวกแม่ค้าเร่ใจดี จึงตัดสินใจที่จะทำเมินพวกเธอไปซะ และมันก็ทำให้พวกนั้นผละออกจากเหยื่อไปอย่างง่ายดาย นอกจากนั้นแล้วยังแถมคำพูด "เพราะโฮโซคาวะ คานาโกะซังเป็นคนแปลกๆ น่ะ" อันแสนรื่นหูมาให้อีกด้วย

ฉันเรียนในโรงเรียนสหของรัฐมาจนถึงชั้น ม.ต้น เหตุพ่อแม่หย่าร้างกันเพราะพ่อนอกใจนั้นทำให้เกิดบาดแผลใหญ่ในใจของฉัน ฉันคิดว่าขอแค่ไม่มีผู้ชาย จะให้เรียนที่ไหนก็ได้ จึงเลือกเรียน ม.ปลายที่โรงเรียนหญิงล้วน ส่วนเหตุที่ฉันหมายตาลิลเลียนที่ว่ากันว่าเข้ายากนักหนา ก็เพราะไม่ต้องการให้เพื่อนร่วมห้องในสมัย ม.ต้นดูถูกว่า "เพราะสอบตกจากโรงเรียนประจำจังหวัด เลยไปเข้าเอกชนแทน" นั่นเอง เพราะฉันเกลียดพวกเธอที่ทำตัวคลอเคลียกับผู้ชายชนิดที่ว่าแทบไม่ต่างจากผู้ชายซะเองเลย

สาเหตุที่ทำให้ฉันไม่สบอารมณ์กับคำพูดของมัตสึไดระ โทโกะที่มักใช้ชื่อตัวเองแทนสรรพนาม "ฉัน" และการทำเสียงเล็กเสียงน้อยเวลาพูดลงท้ายประโยค หรือแม้แต่การกระทำประหนึ่งว่าจะสร้างภาพพจน์ให้ตัวเองของเจ้าหล่อนนั้น คงเพราะว่าเธอทำให้ฉันนึกถึงอดีตเพื่อนร่วมห้องที่แคร์สายตาของพวกผู้ชายกว่าค่อนห้องเป็นแน่ เพราะฉะนั้นฉันจึงนึกสงสัยอยู่ว่านี่อาจเป็นเหตุผลที่ทำให้ฉันกับมัตสึไดระ โทโกะไม่สามารถลงรอยกันได้

หลังจากนั้นไม่นาน ฤดูฝนได้มาเยือน

เช้าวันหนึ่ง ตอนที่โดยสารรถประจำทางที่กำลังมุ่งหน้าไปยังโรงเรียน ฉันไม่นึกไม่ฝันมาก่อนว่าจะมีโอกาสได้นั่งข้างๆ กับยูมิซามะ ตอนรออยู่ที่ป้ายรถฉันอาจไม่รู้สึกตัว แต่ดูเหมือนว่ายูมิซามะจะต่อแถวอยู่ถัดหลังจากฉันไปราวสองหรือสามคน ฉันขึ้นโดยสารรถ และจับจองที่นั่งคู่ด้านหลังสุดโดยไม่ได้คิดอะไร แต่ไม่นานนัก ยูมิซามะก็เข้ามาพูดกับฉันว่า "ขอนั่งด้วยคนนะ" ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งข้างๆ

Image
(รูปนี้มาจากตอนนี้แน่ๆ)

"สวัสดีค่ะ Rosa Chinensis en Bouton" ฉันรวบรวมความกล้าทักทายออกไป

"สวัสดีจ้ะ อากาศยังเหมือนเดิมเลยเนอะ" คาดว่าคงจะชินกับการมีคนทักทายแล้วกระมัง ยูมิซามะจึงทักทายตอบกลับมาอย่างอารมณ์ดี แต่ไม่รู้เพราะเมฆครึ้มทำให้รู้สึกหดหู่หรืออย่างไร ถึงได้มองออกไปนอกหน้าต่างแล้วถอนหายใจออกมานิดหนึ่ง

"เกลียดฝนเหรอคะ"

"ก็ไม่เชิงหรอก"

หลังพูดจบ ยูมิซามะก็ปั้นหน้ายิ้มแล้วเอ่ยต่อว่า

"ฉันไม่ชอบเวลาที่อากาศชื้นแล้วทำให้ผมชี้น่ะ"

ทั้งที่เป็นถึง Rosa Chinensis en Bouton แต่กลับไม่ถือตัวเลยสักนิดเดียว ฉันคิดว่านี่อาจเป็นความลับเบื้องหลังความดังของคนๆ นี้ก็เป็นได้

ตอนที่ยืนขึ้นเพื่อจะลงจากรถ ยูมิซามะมองฉันแล้วถามอย่างลุกลี้ลุกลนว่า "ใช่นักเรียนปี 3 รึเปล่าคะ" สงสัยเพราะตอนที่นั่งอยู่คงไม่ทันสังเกตว่าตัวฉันสูงกว่าที่คาดไว้ เลยทำให้คิดว่าฉันเป็นนักเรียนรุ่นพี่ไป

"ไม่ใช่หรอกค่ะ ฉันอยู่ปี 1"

ฉันหัวเราะออกมา แม้ปกติแล้วฉันไม่ชอบเวลาที่มีคนมาใส่ใจเรื่องความสูง แต่ในตอนนั้นกลับไม่รู้สึกแย่เลยแม้แต่น้อย

Image
(รูปใหญ่เหลือเกิน)

หลังจากนั้น 2-3 วัน ฉันก็ได้เห็นภาพเหตุการณ์แปลกประหลาด

เหตุเกิดที่ทางเดินด้านหน้าของมิลค์ฮอลล์ มัตสึไดระ โทโกะกับยูมิซามะกำลังมีปากเสียงกัน ไม่สิ ไม่ได้ทะเลาะ หากจะอธิบายให้ถูกแล้ว ต้องบอกว่ามัตสึไดระ โทโกะเป็นฝ่ายต่อว่ายูมิซามะอยู่ฝ่ายเดียวซะมากกว่า ฉันไม่รู้ว่าสองคนนั้นพูดเรื่องอะไรกันบ้าง รู้สึกเหมือนกับว่ามัตสึไดระ โทโกะกำลังไม่พอใจกับอะไรบางอย่าง แต่ยูมิซามะเองก็ไม่ได้ยอมถูกว่าอยู่ฝ่ายเดียว เธอจ้องตรงไปยังมัตสึไดระ โทโกะ รอให้คำพูดที่หลั่งไหลพรั่งพรูออกมาหยุดลง จากนั้นจึงพูดออกไปอย่างชัดถ้อยชัดคำว่า

"เธอไม่มีสิทธิ์อะไรมาว่าฉันถึงขนาดนี้หรอกนะ"

งดงามเหลือเกิน

ริมฝีปากที่สั่นเทา สายตาอันแรงกล้า คนที่น่าจะเติบโตมาในสภาพแวดล้อมไร้การทะเลาะเบาะแว้งเช่นเธอกลับยืนหยัดขึ้นสู้โดยไม่หนี ภาพนั้นช่างน่าประทับใจและวิเศษเลิศเลอยิ่งนัก ความงดงามนั้นแทบจะเรียกได้ว่าใกล้เคียงกับการยอมเอาตัวเองเข้าปกป้องสิ่งสำคัญเลยทีเดียว

ฉันรู้สึกชิงชังมัตสึไดระ โทโกะที่พูดจาไล่ต้อนยูมิซามะ แต่ในขณะเดียวกันนั้นก็นึกสงสารขึ้นมาเหมือนกัน

ในที่สุดฉันก็เข้าใจ

ฉันกับมัตสึไดระ โทโกะมีอะไรบางอย่างที่เหมือนกัน เราทั้งคู่ต่างกำลังพยายามดิ้นรนกระเสือกกระสนจากเงามืดครอบคลุมจิตใจที่ไม่อาจแม้กระทั่งยอมรับเข้ามา หรือขจัดมันออกไปได้

เงาเป็นสิ่งที่แสวงหาแสงสว่าง เพราะอย่างนั้นเงาภายในตัวของมัตสึไดระ โทโกะจึงรู้สึกไวต่อมันได้ง่ายเช่นกัน แต่ไม่น่าเชื่อว่าทั้งที่แสงสว่างมีให้เห็นอยู่ตรงหน้า แทนที่จะเอื้อมมือออกไปไขว่คว้ามันมา กลับรัวคำพูดเสียดแทงเข้าใส่และยิ่งผลักไสตัวเองให้ถอยห่างออกมาอีก

แต่ว่าฉันจะไม่ทำพฤติกรรมโง่เขลาแบบนั้นหรอก หากหลงรักแสงสว่างเข้าแล้ว เราก็ต้องวิ่งเข้าไปหาด้วยตัวเองสิถึงจะถูก

ฤดูฝนผ่านพ้นไป ยูมิซามะก็ยิ่งส่องแสงเฉิดฉายมากขึ้น มีใครสักคนบอกว่าเพราะ Rosa Chinensis ที่ขาดเรียนไปพักหนึ่งได้กลับมาเรียนแล้ว แต่ฉันคิดเองเออเองไปคนเดียวว่าน่าจะเป็นเพราะเข้าฤดูที่ผมจะไม่ชี้แล้วมากกว่า

ยูมิซามะไม่ใช่คนที่พอขาดใครแล้วจะส่องแสงด้วยตัวเองไม่ได้ ยูมิซามะคือดวงอาทิตย์ ต้องสาดส่องด้วยตนเอง และจะต้องฉายแสงมายังดวงจันทร์เช่นพวกเรา

ในห้องอ่านหนังสือของหอสมุด ฉันเจอยูมิซามะกำลังยืนเขย่งพยายามเอื้อมมือหยิบหนังสือจากชั้นด้านบนอยู่

"เดี๋ยวฉันหยิบให้เองค่ะ"

ฉันหยิบออกมาอย่างง่ายดาย และมอบหนังสือให้แก่ยูมิซามะ ในเวลาแบบนี้ฉันรู้สึกว่าส่วนสูงที่สร้างความหนักใจให้เสมอ มันช่างมีประโยชน์ซะจริงๆ

"ขอบคุณมากนะคะ ตอนนี้บันไดมีคนใช้อยู่ทุกอันเลย ได้คุณช่วยไว้แท้ๆเชียวค่ะ"

ยูมิซามะเงยหน้าพูดกับฉัน

"ฉันอยู่ปี 1 ค่ะ"

ฉันแค่นหัวเราะออกมา

"อ๊ะ งั้นหรอกเหรอ"

"ค่ะ"

ยูมิซามะจำฉันที่เคยเจอหน้ากันแค่ตอนลงจากรถไม่ได้แม้เพียงนิด คนที่มีลักษณะตัวสูง ผมยาวเด่นและเป็นที่จดจำได้ในทันทีแบบฉันนั้น กลับหลุดไปจากความทรงจำของเธออย่างสิ้นเชิง แต่ไม่รู้ว่าทำไม ฉันจึงรู้สึกอารมณ์ดีอย่างบอกไม่ถูก

"ถ้ามีหนังสือที่หยิบไม่ถึงอีกล่ะก็"

"งั้น ช่วยหยิบเล่มข้างๆ ให้หน่อยได้มั้ย?"

"ได้สิคะ"

หากหลังจากนี้ได้ทักทายพูดคุยกันมากขึ้น เธอคงจะจำได้ซะทีว่าฉันเป็นนักเรียนปี 1

วันไหนกันนะ ที่เธอจะจำชื่อของฉันได้

ฉันจะเฝ้ารอต่อไปอย่างอดทน

ถึงอย่างนั้นก็ไม่เป็นไร

เพราะแม้กระทั่งรูปปั้นพระแม่มาเรียในทิวแถวต้นแปะก๊วยเอง คงยังจำหน้าตาและชื่อของนักเรียนทั้งโรงเรียนไม่ได้เหมือนกัน



==========================================================================================================

อ่านแล้วเป็นไงมั่ง :mrgreen:

Re: [แปล] Marimite เรื่องสั้นของคานาโกะ : ดอกตูมแห่งแสงสว่าง

PostPosted: Mon Jan 19, 2009 6:43 am
by YuriGray
ขอบคุณที่แปลมาให้อ่านค่ะ ได้รู้ความคิดของคานาโกะเกี่ยวกับเพื่อน โทโกะ และยูมิ(สุดที่รัีกของเธอ)แบบนี้แล้ว ทำให้เข้าใจความรู้สึกของเธอมากขึ้นเลยนะเนี่ย

โอ๊ยยยย~ ...ยิ่งหลงคานาโกะจังมากเข้าไปอีก ชอบค่ะ ชอบ ๆ :D

Re: [แปล] Marimite เรื่องสั้นของคานาโกะ : ดอกตูมแห่งแสงสว่าง

PostPosted: Mon Jan 19, 2009 9:25 am
by priow
ฮาาา อ่านแล้วมันส์ดีจริงๆค่ะ คุณผู้ดูแล

คานาโกะนี่น่ารักแฮะ
=w= ขอบคุณที่แปลให้อ่านกันค่ะ

Re: [แปล] Marimite เรื่องสั้นของคานาโกะ : ดอกตูมแห่งแสงสว่าง

PostPosted: Mon Jan 19, 2009 9:53 am
by Mukiki
พระแม่มาเรียแอบดูอยู่นะ ~ภาค : กำเนิดสตอล์กเกอร์~ :lol:

Re: [แปล] Marimite เรื่องสั้นของคานาโกะ : ดอกตูมแห่งแสงสว่าง

PostPosted: Mon Jan 19, 2009 12:13 pm
by Kaon_1926
พระแม่มาเรียแอบดูอยู่นะ ~ภาค : กำเนิดสตอล์กเกอร์~ :lol:

อ่ะน่าสนนะเนี้ยชื่อตอนเข้าท่า :D

อ๋อรู้และ ทำไมคานาโกะถึงได้ไม่ถูกกับโทโกะ เพราะความซึนของเจ้าหล่อนนี่เอง(ใช่มะ) :lol:
สกิล วิ้งค์ ของยูมิช่างแรงกล้าจริงๆๆ 8) 8)

Re: [แปล] Marimite เรื่องสั้นของคานาโกะ : ดอกตูมแห่งแสงสว่าง

PostPosted: Mon Jan 19, 2009 1:37 pm
by namaste
ขอบคุณท่านอ้อนที่แปลให้ค่ะ >[]<~

โอ้วววว อย่างนี้นี่เองงงงง
สมกับเป็นสโตกเกอร์จริงๆ(ถึงมาดจะไม่ให้ก็เถอะ)

แต่ไม่น่าเชื่อจริงๆนั่นแหละว่ายูมิจะดัง 555+
(อย่างนี้ถ้าโทโกะขึ้นปีสอง ความซึนของเธอก็จะโด่งดังในโรงเรียนบ้างสินะ)

Re: [แปล] Marimite เรื่องสั้นของคานาโกะ : ดอกตูมแห่งแสงสว่าง

PostPosted: Mon Jan 19, 2009 6:07 pm
by WuDragon
อย่างนี้นี่เอง...

Spoiler: show
พ่อแม่ของคานาโกะหย่ากันเพราะพ่อมีชู้ คานาโกะเลยเกลียดผู้ชาย
พอเกลียดผู้ชาย เลยพาลเกลียดพวกบ้าผู้ชายไปด้วย (พูดง่ายๆแต่แรงๆว่าไม่ชอบแรด)
พอเจอโทโกะที่ลักษณะนิสัยออกไปทางแรดๆหน่อย เลยพาลไม่ถูกชะตาไปด้วย
พอใครซักคนเริ่มมีอคติต่อเรา เราก็เริ่มที่จะตอบโต้ความรู้สึกนี้กลับคืนให้เขาเช่นกัน
พอเริ่มมีอคติต่อกัน ก็ยากที่จะลงรอยกันได้


คานาโกะกับโทโกะจึงไม่ค่อยถูกกันด้วยประการฉะนี้ :|

Re: [แปล] Marimite เรื่องสั้นของคานาโกะ : ดอกตูมแห่งแสงสว่าง

PostPosted: Mon Jan 19, 2009 10:48 pm
by DarkNeon
^
^
^
นั่นแหละ แบบมังกรวูว่าเป๊ะ

แปลตอนนี้มีความสุขจริงๆ แบบว่าตอนแปลมันอินตามตัวละครไปด้วย อันนี้คานาโกะเอาแต่ละเมอเพ้อพก เราก็อารมณ์ล่องลอยตาม :mrgreen:

ต่อไปโปรดติดตามเรื่องสั้นตอนยูมิไปอิตาลี กับตอนโยโกะเลือกน้องนะคะ (โดนคนแถวนี้บีบคอเอาตอน 4 :lol: )

Re: [แปล] Marimite เรื่องสั้นของคานาโกะ : ดอกตูมแห่งแสงสว่าง

PostPosted: Mon Jan 19, 2009 11:20 pm
by sares
อยากรู้จริงแฮะ ว่าต้องเจอกันกี่รอบ หนูยูมิถึงจะเริ่มจำคานาโกะจังได้เนี่ย

จริงๆแล้วคนที่ตัวสูงกว่าเรือนกระจกน่าจะเป็นอะไรที่จำได้ไม่ยากเลยนา~

Re: [แปล] Marimite เรื่องสั้นของคานาโกะ : ดอกตูมแห่งแสงสว่าง

PostPosted: Mon Jan 19, 2009 11:45 pm
by crystaldragon
sares wrote:อยากรู้จริงแฮะ ว่าต้องเจอกันกี่รอบ หนูยูมิถึงจะเริ่มจำคานาโกะจังได้เนี่ย

จริงๆแล้วคนที่ตัวสูงกว่าเรือนกระจกน่าจะเป็นอะไรที่จำได้ไม่ยากเลยนา~


Spoiler: show
อุบ๊ะ! ไม่ทันสังเกต =w-

Re: [แปล] Marimite เรื่องสั้นของคานาโกะ : ดอกตูมแห่งแสงสว่าง

PostPosted: Tue Jan 20, 2009 4:04 am
by Seirei
ขอบคุณหลาย ๆ ที่ช่วยแปลตรงส่วนนี้ให้ ทำให้รู้และเข้าใจคานาโกะจังมากยิ่งขึ้น
ช่องว่างบางอย่างที่อนิเมไม่มีมันต้องอ่านจากโนเวลจริง ๆ นั่นแล =="

Re: [แปล] Marimite เรื่องสั้นของคานาโกะ : ดอกตูมแห่งแสงสว่าง

PostPosted: Tue Jan 20, 2009 7:07 am
by cocorico
นิยายไม่พอ พ่วงดรามาซีดีอีกนี่ก็หนักละ ฮา ยังไม่เก่งพอที่จะเข้าใจถ้าไม่มีรูปปลากรอบ

Re: [แปล] Marimite เรื่องสั้นของคานาโกะ : ดอกตูมแห่งแสงสว่าง

PostPosted: Tue Jan 20, 2009 8:38 am
by dramer
อ่านของโทโกะแล้ว รู้สึกได้เลยว่าเป็นคำพูดที่ออกมาจากคนที่มีความมั่นใจในตัวเองดีนะครับ ^^ แต่ก็มีนิสัยที่ตึงๆไปหน่อย มิน่าถึงโดนดึงดูดด้วยคนที่มีนิสัยแบบยูมิสบายๆ เรื่อยๆ

***************************

ส่วนของคานาโกะนี้ พออ่านอันนี้แล้วน่ารักมากกกกกกก ชอบคานาโกะขึ้นมาอีกเยอะเลย ^^

Re: [แปล] Marimite เรื่องสั้นของคานาโกะ : ดอกตูมแห่งแสงสว่าง

PostPosted: Tue Jan 20, 2009 6:15 pm
by ho-oh
เห...ยูมินี่ป๊อปขนาดนั้นเชียวเหรอเนี่ย เพราะต๊องๆสินะ ^^

คานาโกะนี่น่ารักดีแฮะ คิดไปเรื่อยเปื่อยแถมยังคิดเป็นเรื่องเป็นราวอีกต่างหาก
Spoiler: show
แล้วในอนิเมจะหมดบทแต่เพียงเท่านี้เองเรอะ T T

Re: [แปล] Marimite เรื่องสั้นของคานาโกะ : ดอกตูมแห่งแสงสว่าง

PostPosted: Tue Jan 20, 2009 7:28 pm
by s.hikaru
/me เดี๋ยวมาอ่านนะจ๊ะ ตอนนี้มึน เห็นยาวๆแล้วยกธงขาว =w=